
นิเทศศาสตร์ DPU ปลุกศักยภาพนักศึกษาปี 4 ผลิตละครเวที “THE ASHEN CURSE” ผสาน AI สร้างสรรค์การแสดง ต่อยอดทักษะสู่อุตสาหกรรมบันเทิง
- Newsletter
- SDGs 8
- SDGs 1
- SDGs 4
คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเวทีให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรการสื่อสารการแสดงดิจิทัล แสดงศักยภาพผ่านการผลิตละครเวทีในรายวิชาโครงการปฏิบัติสื่อสารการแสดงดิจิทัล เรื่อง “THE ASHEN CURSE คำสาปใต้ผืนทราย” โดยนำองค์ความรู้ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการแสดง การเขียนบท การกำกับ และการออกแบบองค์ประกอบการแสดงในส่วนต่างๆ ที่สั่งสมมาตลอด 4 ปี มาสร้างสรรค์ผลงานจริง พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการออกแบบฉากและสื่อมัลติมีเดีย การทำเพลงประกอบ และการใช้โต้ตอบกับนักแสดงจริง ควบคู่กับการฝึกทักษะการบริหารจัดการและการทำงานร่วมกัน เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมสื่อและบันเทิง ซึ่งจัดแสดงระหว่างวันที่ 5–6 พฤศจิกายน 2569 ณ ห้องประชุมไสว สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

อาจารย์พลฤทธิ์ สมุทรกลิน อาจารย์ประจำหลักสูตรการสื่อสารการแสดงดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ เปิดเผยว่า การผลิตละครเวทีเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษานำความรู้และทักษะจากหลายรายวิชามาบูรณาการผ่านการปฏิบัติงานจริง โดยปีนี้นักศึกษาแบ่งการผลิตออกเป็น 3 กลุ่ม รวม 3 เรื่อง ซึ่งแต่ละกลุ่มต้องรับผิดชอบกระบวนการผลิตด้วยตนเอง ตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การเขียนบท การคัดเลือกนักแสดง การกำกับ ไปจนถึงการออกแบบและจัดการองค์ประกอบบนเวที โดยมีอาจารย์คอยให้คำปรึกษาและติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเชิญผู้ประกอบวิชาชีพมาให้ข้อเสนอแนะในบางช่วงของการประเมินผลงาน เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้มาตรฐานการทำงานจากผู้มีประสบการณ์จริงและนำเสนอออกสู่สายตาสาธารณชน
อาจารย์พลฤทธิ์กล่าวว่า ความท้าทายของการเรียนรู้ครั้งนี้อยู่ที่การเปลี่ยนจากการฝึกปฏิบัติในห้องเรียน ที่มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติมาสู่การผลิตละครเวทีที่มีความยาวมากกว่า 1 ชั่วโมง และจัดแสดงต่อหน้าผู้ชมในพื้นที่ขนาดใหญ่ เหมือนการลงสนามจริงที่ไม่ใช่แค่สนามซ้อม ซึ่งนักศึกษาต้องปรับวิธีการแสดงและการกำกับการแสดง และการออกแบบด้านต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมจริง ตลอดจนเรียนรู้การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิต โดยจากการติดตามผลงานตั้งแต่เริ่มต้น พบว่านักศึกษามีพัฒนาการที่ชัดเจน ทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ การตีความบท และการทำงานร่วมกัน ผ่านการฝึกซ้อม รับฟังข้อเสนอแนะ และปรับปรุงผลงานอย่างต่อเนื่อง
“สิ่งสำคัญของการทำละครเวทีไม่ได้อยู่เพียงผลงานที่ออกมาสมบูรณ์ แต่เป็นกระบวนการที่นักศึกษาได้เรียนรู้จากการลงมือทำจริง ตั้งแต่การเขียนบท การกำกับ ไปจนถึงการแสดงต่อหน้าผู้ชม ทุกขั้นตอนช่วยให้นักศึกษาได้ค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง แม้ปัจจุบัน AI จะเข้ามามีบทบาทในงานสร้างสรรค์มากขึ้น แต่หัวใจสำคัญของละครเวทียังคงเป็น เรื่องของคน คนที่ต้องคิดสร้างสรรค์ คนที่ต้องเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมแรงร่วมใจกัน เพราะผลงานละครเวทีหนึ่งเรื่องไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยคนเพียงคนเดียว” อาจารย์พลฤทธิ์กล่าว

ด้านนางสาวณัฐชา ดาวัน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรการสื่อสารการแสดงดิจิทัล ผู้เขียนบทและกำกับละครเวทีเรื่อง “THE ASHEN CURSE คำสาปใต้ผืนทราย” เปิดเผยว่า ผลงานเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความสนใจภาพยนตร์และแอนิเมชันแนวโจรสลัดและการผจญภัย ก่อนนำมาพัฒนาเป็นเรื่องราวที่ผสมผสานโลกของโจรสลัดเข้ากับบรรยากาศทะเลทราย พร้อมหยิบประเด็นเรื่อง “ความเชื่อ” มาเป็นแกนหลักในการดำเนินเรื่อง โดยออกแบบให้ตัวละครแต่ละตัวมีความเชื่อและเป้าหมายแตกต่างกัน ทั้งการเชื่อในสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ การยึดถือหลักฐานและเหตุผล ตลอดจนความเชื่อเกี่ยวกับอำนาจและการยอมรับจากผู้อื่น เพื่อสะท้อนความคิดและแรงจูงใจที่หลากหลายของมนุษย์ นอกจากนี้ ยังนำรูปแบบละครเพลง (Musical) ที่เคยทดลองสร้างสรรค์ในรายวิชาการกำกับการแสดงมาผสมผสานกับการผจญภัย เพื่อเพิ่มสีสันและสร้างเอกลักษณ์ให้กับผลงาน
“อยากให้ผู้ชมมองเห็นความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของตัวละครแต่ละตัว เพราะทุกคนต่างมีความคิดและเหตุผลของตัวเอง เหมือนกับคนในชีวิตจริงที่มีความเชื่อแตกต่างกัน การนำโจรสลัดมารวมกับทะเลทรายจึงเป็นความตั้งใจที่จะสร้างเรื่องราวที่แปลกใหม่ และทำให้การผจญภัยครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงความสนุก แต่ยังมีประเด็นให้ผู้ชมได้กลับไปคิดต่อ” นางสาวณัฐชากล่าว

นางสาวณัฐชากล่าวต่อว่า ความท้าทายในการกำกับครั้งนี้คือการปรับรูปแบบการแสดงจากพื้นที่โรงละครมาเป็นห้องประชุม ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเวทีและการจัดฉาก ทำให้ต้องออกแบบการใช้แสง สี เสียง และตำแหน่งการเคลื่อนไหวของนักแสดง (Blocking) ให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อสร้างบรรยากาศและถ่ายทอดเรื่องราวให้เข้าถึงผู้ชม ขณะเดียวกัน ยังต้องบริหารความคิดเห็นของผู้กำกับ นักแสดง และฝ่ายผลิตที่มีมุมมองแตกต่างกันให้สามารถทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยอาศัยความรู้จากห้องเรียนและเปิดโอกาสให้สมาชิกแต่ละคนใช้ความสามารถตามความถนัด ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ช่วยพัฒนาทักษะการสื่อสาร การตัดสินใจ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น พร้อมนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอดสู่อาชีพในอนาคต

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ สงกา นักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรการสื่อสารการแสดงดิจิทัล ผู้รับหน้าที่โปรดิวเซอร์ เปิดเผยว่า การผลิตละครเวทีเรื่องนี้มีทีมงานหลัก 21 คน และเมื่อรวมสตาฟ นักแสดงสมทบ และผู้มีส่วนร่วมในฝ่ายต่าง ๆ แล้ว มีจำนวนประมาณ 100 คน โดยเดิมตั้งเป้ารับสมัครสตาฟเพียง 20 คน แต่กลับมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมประมาณ 70 คน จากหลากหลายคณะและสถาบันการศึกษา ทำให้ต้องวางระบบการทำงานและแบ่งหน้าที่ให้เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน โดยโปรดิวเซอร์รับผิดชอบตั้งแต่การวางแผนและบริหารทีมงาน การประสานงานกับผู้กำกับและฝ่ายต่าง ๆ ไปจนถึงการติดต่อผู้สนับสนุนและหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งช่วยฝึกการจัดลำดับความสำคัญของงาน การบริหารเวลา และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
อีกหนึ่งความท้าทายของทีมงานคือการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการออกแบบภาพฉาก สื่อมัลติมีเดีย และการผลิตวิดีโอตัวอย่างละครในรูปแบบแอนิเมชัน ซึ่งใช้เวลาพัฒนาเกือบ 2 เดือน ตั้งแต่การวางแนวคิด การเขียนคำสั่ง (Prompt) ไปจนถึงการปรับแก้รายละเอียดให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง เพื่อสร้างความแตกต่างจากการนำเสนอละครเวทีทั่วไป โดยยังคงให้นักศึกษาเป็นผู้กำหนดทิศทางและควบคุมกระบวนการผลิตทั้งหมด

“AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราทำงานสร้างสรรค์ได้มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องเป็นคนควบคุมและกำหนดทิศทาง ไม่ใช่ปล่อยให้ AI เป็นผู้กำหนดทุกอย่างแทนเรา การทำงานครั้งนี้ทำให้ทีมได้เรียนรู้ทั้งเทคโนโลยี การบริหารเวลา ความรับผิดชอบ และความใส่ใจในรายละเอียด เพราะทุกส่วนของการผลิตมีความเชื่อมโยงกัน แม้จะมีอุปสรรคหลายอย่าง แต่สิ่งที่บอกกับทีมเสมอคือคำว่า ‘ทำได้’ เพราะเชื่อว่าหากทุกคนร่วมมือกันก็สามารถผ่านความท้าทายไปได้” นายณัฐวุฒิกล่าว
ผู้สนใจหลักสูตรและกิจกรรมของคณะนิเทศศาสตร์ DPU สามารถติดตามข้อมูลและข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-communication-arts และ Facebook: คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์


