
ผศ.ชาติณรงค์ อาจารย์นิเทศฯ DPU เปิดโลก ‘เมืองแสนแพง’ ราคาที่ต้องจ่ายด้วยเวลาและความรู้สึก ในโครงสร้างที่บีบชีวิต
หลายเรื่องในชีวิตไม่เคยส่งเสียงดัง แต่กลับสะเทือนลึกโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว รวมเรื่องสั้น “เมืองแสนแพง” ร่องรอยความหวังยังไม่ดับสูญ คือการหยิบความเงียบเหล่านั้นมาดูใกล้ๆ เพื่อให้เห็นรายละเอียดที่มักถูกมองข้าม และเข้าใจว่ามันสำคัญกับชีวิตมากกว่าที่คิด
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชาติณรงค์ วิสุตกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรสื่อสารการแสดงดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ได้นำประสบการณ์จริงในบริบทชีวิตเป็นรวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุด สะท้อนภาพคนในเมืองใหญ่ที่เผชิญแรงกดทับเพิ่มขึ้นๆ ในโลกที่หมุนรัดจนไม่มีพื้นที่ให้หยุดหายใจ ราวกับต้อง “เช่าชีวิต” จ่ายด้วยเวลา ความเหนื่อยล้า และความรู้สึกที่ค่อยๆ ถูกบีบให้เล็กลงในชีวิตประจำวัน
และเป็นจังหวะชีวิตที่เร่งรีบแบบนี้เองที่ทำให้หลายเรื่องถูกปล่อยผ่านไปโดยไม่ทันได้หยุดคิดไตร่ตรอง
ไม่ใช่เพราะมันไม่สำคัญ แต่เป็นเพราะการเร่งเร้าให้ต้องก้าวตามทุกอย่างรอบตัวจนลืมที่จะ ‘หยุดถามใจตัวเอง’
ทั้งจากความเคยชินที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในผู้คน รวมถึงจากเรื่องธรรมดาที่ดูจะ “ปกติ” ทั้งที่เราไม่แน่ใจว่ามันควรจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่
‘จน’ สะเทือนฝัน
รวมเรื่องสั้นเล่มนี้มีจุดเริ่มต้นจากเรื่องสั้นย่อหน้าเดียวที่ ผศ.ชาติณรงค์ เผยแพร่ในเพจเว็บ Manager Online ระหว่างปี 2566–2567 ก่อนจะขยายเป็นเล่มเต็ม เนื้อหาหลักพูดถึงชีวิตในสังคมเมืองใหญ่ที่มีราคาสูง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและจิตใจอาจารย์ได้เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงของสังคม และพบว่าโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยความวุ่นวายและไม่สงบเหมือนก่อน แม้สมัยก่อนจะมีการแข่งขันอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีสื่อใหม่หรืออินเทอร์เน็ตเข้ามาเร่งเร้า ข่าวสารทั้งที่อยากรู้และไม่อยากรู้ถูกประเดประดังเข้ามาอย่างรวดเร็ว จนทำให้ความอยาก “ให้พอ” กลายเป็นความรู้สึกว่า “ไม่พอ” ทั้งที่ในความเป็นจริงชีวิตอาจจะดีอยู่แล้ว
ความแพงและความเร่งรีบในชีวิตเมืองใหญ่ยังทำให้ตัวตนของ “คนหดเล็กลง” และ “เวลาถูกบีบรัดมากขึ้น” ประสบการณ์ที่พบเห็นสะท้อนว่า หลายครั้งความฝันกับความจริงของเรามักไม่ตรงกัน นำมาซึ่งคำถามที่คนจำนวนไม่น้อยเคยคิดเหมือนกันว่า “ตกลงแล้วเรามีชีวิตเพื่อความฝัน หรือว่าแค่ประคับประคองชีวิตไปวันๆ” อาจารย์ชาติณรงค์ เปิดใจ “เพราะบางคนบอกว่าชีวิตต้องเพื่อความฝัน แต่พอทำจริงก็ไม่เห็นจะได้เลย หรือว่ามันไม่ถูกเลย”

กระจกสะท้อน(วรรณ)กรรม
ชีวิตซึ่งถูกเร่งรัด ความฝันที่โตไม่ทันกับความจริง การหยุดคิดและวิเคราะห์กลายเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในสังคมยุคดิจิทัล และในมุมมองของ ผศ.ชาติณรงค์ วรรณกรรมคือเครื่องมือสำคัญในการชะลอจังหวะชีวิต เป็นพื้นที่เดียวที่ช่วยฉุดคิด ให้ผู้คนมองเห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้โครงสร้างสังคม และตั้งคำถามต่อตนเองอย่างจริงจัง
Q: ในสังคมที่เต็มไปด้วยสื่อเร้าใจและเร่งรีบ วรรณกรรมยังมีความจำเป็นอย่างไร?
A: วรรณกรรมยังคงมีความจำเป็นในทุกยุคทุกสมัย เพราะสิ่งที่วรรณกรรมมอบให้คือ พื้นที่ให้เราช้าลงสักครู่ เพื่อคิดทบทวน คิดวิเคราะห์ และใช้จินตนาการ คำสอนที่ลึกที่สุดในชีวิตนั้นอยู่ในวรรณกรรมอยู่แล้ว เช่น การอ่านงานของกิมย้งทำให้เราเห็น ‘วิญญูชนจอมปลอม’ งักปุกคุ้ง แบบที่มีอยู่เกลื่อนเมือง วรรณกรรมจึงยังจำเป็นเสมอ เพราะมันคือพื้นที่ให้เราช้าลง ฉุดคิด และใช้จินตนาการ แต่ในยุคข้อมูลล้นเกิน ภาพลวงตาว่ารู้เยอะกลับทำให้ไม่รู้จริง หน้าที่ของอาจารย์จึงคือการจัดระเบียบความคิด และพาผู้เรียนมองลึกลงไปอีกชั้น
Q: เมื่อความฝันกับความจริงมักสวนทางกัน เป้าหมายหลักของรวมเรื่องสั้นชุดนี้คืออะไร?
A: เป้าหมายไม่ได้ต้องการให้ผู้อ่านรู้สึกเศร้าหรือสิ้นหวัง แต่ต้องการสร้าง ความรู้สึกร่วมว่าเราไม่ได้เหนื่อยอยู่คนเดียว ทุกคนเหนื่อยเหมือนกัน และกระตุ้นให้เกิดการคิดวิเคราะห์สิ่งที่ทำอยู่นั้น ‘คุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่ายไปไหม’ ทั้งเวลา พลังใจ หรือความฝัน หากไม่คุ้ม, ก็อาจถึงเวลาที่ต้องตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองอย่างจริงจัง
ความแพงที่พูดในหนังสือจึงไม่ใช่แค่สินค้าหรือค่าครองชีพ แต่คือระบบ/โครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมกับคนส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้คนชนชั้นกลางต้องอยู่แบบเดือนชนเดือน คนชั้นล่างไม่มีทางเลือกต้องดิ้นรน อยากให้คนอ่านเห็นต้นตอของความแพงนั้นอย่างชัดเจน ผ่านตัวละครที่เหมือนเรา ผ่านชีวิตประจำวันที่เราเจอทุกวัน สุดท้ายแล้วสิ่งที่แพงที่สุดไม่ใช่เงิน แต่คือ เวลา ความฝัน และความรู้สึกของเราที่ต้องจ่ายออกไปโดยไม่ทันรู้ตัว
Potentialigence ทางออกจาก DPU สำหรับวิกฤตวัยกลางคน
ความรู้สึกกดดันนี้ปรากฏชัดในตัวละครจากเรื่อง “วิกฤตวัยกลางคน” ซึ่งสะท้อนชีวิตของคนทำงานที่ต้องแบกรับมากยิ่งขึ้นเรื่อย จนรู้สึกว่าพลังเริ่มหมดลง ภาระต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นตามอายุ ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าปัจจัย 4 หรือภาระหนี้ สิ่งเหล่านี้ยืนยันว่าชีวิตเมืองยิ่งอยู่ยากขึ้นทุกปี และการก้าวพ้นจากความแพงในลักษณะนี้อาจเริ่มต้นจากการหยุดคิด และทำความเข้าใจว่าเรากำลังจ่ายราคาเหล่านี้ไปเพื่ออะไร และมันส่งผลอะไรต่อคุณภาพชีวิตบ้าง
“เหมือนกับเป็นชีวิตคนที่ต้องแบก แล้วก็บางทีก็รู้สึกว่าแบกไม่ไหวแล้ว แต่มันยังไปไม่ได้ ยังต้องยืน”
อย่างไรก็ดี ในฝั่งของสถาบันการศึกษาก็เผชิญความท้าทายในการเตรียมผู้เรียนให้รับมือกับโลกที่ซับซ้อน DPU โดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี ได้พัฒนากรอบคิดที่ชื่อว่า Potentialigence เพื่อใช้เป็นแนวทางในการค้นหาและพัฒนาศักยภาพผู้เรียนตามความเฉพาะตัว แบ่งออกเป็นสามช่วง 1.การค้นหา 2.การพัฒนา และ 3.การปลดปล่อยศักยภาพ โดยมีศูนย์ Potentialigence Center และแบบประเมิน i-Model เพื่อช่วยให้นักศึกษาเห็นอนาคตในมิติที่ลึกขึ้น ชัดเจนขึ้นในเส้นทางเดินที่เลือกเดิน

งานเขียนที่เติบโตไปพร้อมกับผู้คนในเมือง
“ผมเป็นคนที่ชอบเขียนแนวนี้อยู่แล้ว อาจจะลำบากสักหน่อยที่จะฉีกไปในแนวอื่นๆ อย่างเช่นแนวโรแมนติก หรือซีรีส์วาย” ผศ.ชาติณรงค์ กล่าว หลังจากพาเราลัดเลาะผ่านการเดินทางของงานเขียนสะท้อนสังคมที่ทำมาต่อเนื่องหลายปี และมีหลายต่อหลายเรื่องที่เปิดโอกาสต่อยอดเป็นงานแสดงละครเวที หนังสั้น หรือใช้ประกอบการเรียนการสอน ตัวอย่าง “กฎหมายขายชาติ” ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับนายทุน “โลกที่เกินใจเยียวยา” แนววิทยาศาสตร์ที่ตั้งคำถามกับการใช้ทรัพยากรอย่างไม่ยั้งคิด และ “น่ากลัวที่อบอุ่น” เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว
“ทำในแนวที่เราถนัด ถ้าอ่านดีๆ มันก็มีความสนุกและได้แง่คิดอยู่ แล้วเป็นตัวเรานั่นแหละดีที่สุดแล้ว” อาจารย์ชาติณรงค์ กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับผู้ที่สนใจรวมเรื่องสั้น “เมืองแสนแพง” สามารถติดต่อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “Story อ่านได้เรื่อง” ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการกระจายผลงาน

