
จากเศษอาหารในจานมื้อเที่ยง สู่ปุ๋ยซูเปอร์ฟู้ด DPU พลิกขยะสร้างชีวิต พัฒนาคน พัฒนาโลก
- 2025 สิ่งแวดล้อม
- 2025 สังคมยั่งยืน
- SDGs 2
- SDGs 4
- SDGs 17
ใครจะคิดว่าเศษกระดูกไก่ ซี่โครงหมู หรือผักที่ถูกเขี่ยทิ้งตอนมื้อกลางวัน จะกลายเป็นพลังงานสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูได้ถึงสามโลก-โลกสิ่งแวดล้อม โลกแห่งการเรียนรู้ และโลกความเป็นอยู่ของนักศึกษา
แต่ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) แนวคิดนี้กำลังถูกดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้โครงการ “DPU Green” เพื่อเปลี่ยนขยะจำพวกเศษอาหาร และใบไม้ภายในมหาวิทยาลัย ให้กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ด้วยนวัตกรรมการจัดการที่พลิกโฉมวงจรขยะทั้งระบบ
การริเริ่มนี้ไม่เพียงสนับสนุนเป้าหมาย Zero Waste ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและประเทศภายในปี 2030 แต่ยังลดต้นทุนการจัดการขยะ ต่อยอดสู่รายได้ และส่งต่ออนาคตที่สมบูรณ์แก่นักศึกษา

ปุ๋ยซูเปอร์ฟู้ด แร่ธาตุสูงเหนือเกณฑ์มาตรฐาน
ช่วงสายๆ ของวันศุกร์ปลายเดือนกรกฎาคม ขณะที่แดดในกรุงเทพฯ เริ่มแผดแรงจนผู้คนพากันหลบไปบนตึก กลิ่นดินชื้นเจือกลิ่นหมักจางๆ กลับลอยมาแตะจมูกตั้งแต่ยังไม่พ้นลานจอดรถของ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ แนวต้นไม้ขนาดกลางและใหญ่แข่งกันแผ่กิ่งก้านเหนือพื้นซีเมนต์เป็นระยะ และทอดเงาแนบทางเดินนำทางไปยังต้นตอของความงดงามนั้น ‘เครื่องหมักปุ๋ยอินทรีย์’ ที่กำลังทำงานเงียบๆ พลิกฟื้นผืนดินสีเขียวอย่างต่อเนื่อง
“สิ่งที่ทำให้ปุ๋ยของเราคุณภาพดีไม่เหมือนใคร ก็คือวัตถุดิบที่ใส่ลงไปครับ” อาจารย์นุชา สถิตย์พงษ์ ผู้จัดการหน่วยงาน General Support & Services ตะโกนบอกจากด้านในพื้นที่ทดลองหมักปุ๋ย เขาคือผู้เชี่ยวชาญที่อยู่เบื้องหลังปุ๋ยหมักชีวภาพของ DPU และยังเป็นนักจัดสวนผู้มีประสบการณ์ระดับนานาชาติ ทั้งในบรูไนและสวีเดน การสร้างแหล่งเรียนรู้พืชสมุนไพร ไปจนถึงการวิจัยหญ้าแฝกและการเขียนคู่มือสิ่งแวดล้อม ทำให้เขาผสมผสานความรู้ทางสิ่งแวดล้อมเข้ากับความเข้าใจในธรรมชาติได้อย่างลึกซึ้ง
อาจารย์นุชาก้าวถอยจากงานตรงหน้า ก่อนจะก้มลงเปิดกองปุ๋ยหมักที่ยังอุ่น และชี้ให้ดูเศษอาหารที่ผ่านการย่อยสลายพร้อมอธิบายว่า “พวกเปลือกไข่ ก้างปลา กระดูกสัตว์ เป็นขุมทรัพย์ของแร่ธาตุที่อุดมไปด้วยฟอสฟอรัส แคลเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช”
ผลจากการตรวจสอบในห้องปฏิบัติการโดยภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังยืนยันว่า ปุ๋ยอินทรีย์ DPU ‘ผ่านค่ามาตรฐาน’ ที่กำหนดไว้โดย ‘กรมวิชาการเกษตร’ และ ‘กรมพัฒนาที่ดิน’ ซึ่งเป็นเกณฑ์กลางที่ควบคุมสำหรับปุ๋ยอินทรีย์ในประเทศไทย
นอกจากนี้ ปุ๋ยยังมีปริมาณแร่ธาตุ ‘สูงกว่าเกณฑ์’ ซึ่งดีต่อการเจริญเติบโตของพืช โดยธาตุอาหารหลัก (N-P-K) ประกอบด้วย ไนโตรเจน 2.8%, ฟอสฟอรัส 0.82% และโพแทสเซียม 1.30% ส่วนธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมอีก 7 ชนิด เช่น แคลเซียม 17,177 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แมงกานีส 55.0 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ฯลฯ โดยเฉพาะแมกนีเซียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของคลอโรฟิลล์ มีปริมาณสูงถึง 2,606 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทำให้พืชสังเคราะห์แสงได้เต็มประสิทธิภาพ เติบโตง่าย และผลิตออกซิเจนได้อย่างต่อเนื่อง
รายงานผลการตรวจสอบ ยังระบุถึงปริมาณอินทรียวัตถุ (OM) ที่สูงถึง 49.9% และมีค่า pH อยู่ที่ 6.30 (ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 5.5-10) อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ และพืชดูดซึมธาตุอาหารได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

อาจารย์นุชา ยังได้ทดลองปลูกพืชแล้วใช้ปุ๋ยนี้ โดยไม่เติมสารเคมีใด พบว่า “ผักก็โตใน 45 วัน ไม้ผลมีลูกดกขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะมะนาวให้ผลผลิตดีและมีลูกแน่นเป็นพวง” ส่วนไม้ดอกที่ปลูกไว้ตามแนวอาคาร ก็ออกดอกสะพรั่งตลอด
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากเศษอาหารยังทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ในระยะยาว เพราะเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของจุลินทรีย์และไส้เดือน ช่วยให้ดินมีชีวิต ไม่แข็งกระด้าง ยิ่งใช้นานยิ่งดี จึงเหมาะสำหรับ ‘ทุกคน’ และ ‘ทุกองค์กร’ ที่ต้องการปุ๋ยอินทรีย์ปราศจากสารพิษ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร หรือผู้ปลูกต้นไม้ทั่วไป
“ปริมาณที่ใช้ก็น้อยกว่าปุ๋ยทั่วไป 1 ใน 3 แต่คุณภาพของผลผลิตราว 75–80% โดยไม่ต้องพึ่งเคมีแม้แต่น้อย” อาจารย์นุชา ย้ำชัดด้วยเสียงเข้มๆ แบบคุณภาพปุ๋ย

ต้นทุนต่ำ ทำง่าย ใช้คนน้อย ฟื้นดินง่าย
นอกเหนือจากคุณภาพที่ได้รับการรับรอง สิ่งที่ทำให้ปุ๋ย DPU น่าจับตามองอีกอย่างคือ ‘ความคุ้มค่า’ ทางเศรษฐกิจ และผลตอบแทนที่สร้างความยั่งยืนได้ในตัวเอง โดยโครงการเริ่มต้นจากเศษอาหารเหลือทิ้งวันละประมาณ 65 กิโลกรัม ซึ่งสามารถแปรสภาพเป็นปุ๋ยพร้อมใช้ได้ถึง 300–400 กิโลกรัมต่อเดือน หรือราว 7,200 กิโลกรัมต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางการตลาดประมาณ 9,000–15,000 บาทต่อเดือน
ในขณะที่ต้นทุนการผลิตต่ำมาก เพียง 3–4 บาทต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 15 บาทต่อถุง (2 กิโลกรัม) รวมค่าไฟ ค่ากากมะพร้าว และค่าถุง ทำให้เครื่องจักรราคา 55,000 บาท คืนทุนได้ในระยะเวลาอันสั้นเพียง 6 เดือนถึง 1 ปี สำหรับเครื่องเดียว
นอกจากนี้การผลิตปุ๋ยใช้เองยังช่วยลดค่าบำรุงรักษาสวนของมหาวิทยาลัยอย่างต่ำๆ 10% จากเดิมที่เคยสูงถึงเรือนหมื่นหรือหลักแสนบาทต่อปี และใช้กำลังคนเพียง 2–3 คนสลับกันทำ ไม่มีการเพิ่มตำแหน่งพนักงานใหม่ และใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น
สำหรับจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเมื่อราวเดือนมกราคม 2568 ภายใต้วิสัยทัศน์ของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี และ ดร.ปรีเปรม นนทลีรักษ์ รองอธิการบดีอาวุโส สายงานการเงินและบริหาร DPU ที่เล็งเห็นเสมอว่า “ทุกสิ่งมีค่า” ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของสถาบันการศึกษา DPU ที่ไม่เพียงต้องทำสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น แต่ยังต้องทำให้ยั่งยืนและเป็นต้นแบบ ด้วยเหตุนี้ ท่านทั้งสองจึงเชื่อมั่นว่า “ถ้าเราผลิตปุ๋ยใช้เองได้ และยังได้ปุ๋ยคุณภาพดีไว้ใช้ คือ การ ‘ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว’ ทั้งจัดการขยะและสร้างมูลค่าไปพร้อมกัน” เพราะก่อนหน้านี้ DPU เคยต้องจ่ายเงินปีละ 6,000 บาท เพื่อกำจัดเศษอาหารที่ขายเหมาให้ผู้เลี้ยงสัตว์ ซึ่งไม่คุ้มค่าเลย

ผศ. ดร. วันวร จะนู ผู้เชี่ยวชาญพิเศษอาวุโส General Support & Services ยังยืนยันถึงแนวคิดการสร้างประโยชน์สองทางนี้ และเน้นย้ำว่า “เราไม่ได้ใช้คนเพิ่มเลย แต่ใช้บุคลากรเดิมที่มีอยู่แล้วในการทำงานนี้” พร้อมกับหยิบถึงปุ๋ยขึ้นมาสแกน QR Code สาธิตขั้นตอนการผลิตปุ๋ยใน 1 นาที โดยเริ่มต้นด้วยการ คัดแยกวัตถุดิบ เช่น เศษอาหารจากศูนย์อาหาร จากนั้นนำมา ผสมกับใบไม้และกากมะพร้าว ในอัตราส่วนที่เหมาะสม (18:7 สำหรับเครื่อง 25 กก.)
หลังจากนั้น นำส่วนผสมทั้งหมดเข้าเครื่องบด พร้อมกับเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ในเครื่อง แล้วปล่อยให้เครื่องทำหน้าที่คลุกเคล้าเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เมื่อครบกำหนด นำปุ๋ยไปพักและตากแดดให้แห้งประมาณ 10-15 วัน
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ปุ๋ยสีเข้มที่มีเชื้อราสีขาวแซม ซึ่งเป็นสัญญาณของเชื้อรากลุ่มดี ปุ๋ยนี้พร้อมนำไปใช้งานได้ทันที ส่วนผู้ที่ต้องการผลิตเพื่อจำหน่าย สามารถนำปุ๋ยเข้าเครื่องร่อนหรือบด ก่อนบรรจุใส่ถุงเพื่อจัดจำหน่ายต่อไป

ทางรอดสิ่งแวดล้อม–ทางเลือกนักศึกษา
“แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม DPU เราไม่ได้เป็นเพียงนโยบายชั่วคราว แต่เป็นเหมือนมรดกตกทอดที่สืบทอดมาตั้งแต่ผู้ก่อตั้งจนถึงผู้บริหารชุดปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นทั้งความยั่งยืนของโลก และคุณภาพชีวิตที่ดีของชาว DPU เรา” ผศ. ดร. วันวร เปิดเผย ด้วยรอยยิ้ม
น้ำเสียงของท่านยังเบ่งบาน เมื่อฉายภาพผู้บริหารของ DPU ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและมี “โลกทัศน์” ในเรื่อง Sustainable Development Goals (SDGs) มาโดยตลอด วิสัยทัศน์เช่นนี้เองจึงเป็นรากฐานสำคัญทำให้ที่นี่ไม่หยุดนิ่งอยู่กับวิธีการเดิมๆ อย่างการทำปุ๋ยหมักแบบเก่า แต่พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ทันทีเมื่อเห็นศักยภาพที่จะช่วยยกระดับการจัดการขยะอินทรีย์
“โครงการนี้เกิดขึ้นได้จริงเพราะท่านอธิการบดี และอาจารย์ปรีเปรม พอท่านทราบถึงประโยชน์ของเครื่องจักรใหม่ ก็อนุมัติทันทีถึง 2 เครื่อง นี่แหละคือแพชชั่นที่แท้จริง และทำให้พวกเรามีแพชชั่นตามกันไปด้วย ทุกวัน 11 โมง คุณเอ๊กซ์ (นายพรหมทอง วิชาดี) เอาแล้ว เริ่มไปทำปุ๋ย พอบ่าย 3 ก็มาขนเศษอาหาร”

“ส่วนคนในทีมที่ทำในออฟฟิศก็เข้ามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เช่น พี่นรสิงห์ (นายนรสิงห์ มั่นเขตรวิทย์) ร่วมทดลองภาคปฏิบัติช่วงเริ่มต้น พี่ปุ๋ย (นางชัญญาณ์ภัช วรภัทร์) คอยประสานงานด้านการเงินและจัดซื้อ น้องบิว (นางสาวอรวรรณ พิทยาวรกุล) รับผิดชอบการบันทึกภาพและผลิตสื่อวิดีโอ และน้องเซฟ (นายภูริวัจน์ สิทธิโชติอริยกุล) ดูแลงานออกแบบกราฟิก ทุกคนล้วนมีส่วนสำคัญในความสำเร็จครั้งนี้ครับ”
และด้วยพลังที่มาพร้อมกับความมุ่งมั่นของทุกภาคส่วนนี้ บริเวณริมคลองประปาจึงมักจะมีโครงการเกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมต่อเนื่องและหลากหลายรูปแบบ อาทิ การรณรงค์ลดขยะต้นทางด้วยการนำภาชนะส่วนตัวมาใช้ที่ศูนย์อาหารเพื่อรับคูปองอาหารฟรี, การลงทุนเปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED ทั่วทั้งมหาวิทยาลัย และการปรับปรุงระบบเครื่องปรับอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ปัจจุบัน ปุ๋ย DPU กำลังถูกนำไปใช้ในกิจกรรม DPU Green ต่างๆ เพื่อสาธิตทั้งความเป็นไปได้ของการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากร รวมถึงการกระจายองค์ความรู้และการเป็นต้นแบบทางเศรษฐกิจ

ผลิตผลจากดินสู่ชีวิตเบ่งบาน
ปุ๋ยที่ผลิตขึ้นไม่เพียงสร้างความเจริญงอกงามให้กับพืชพรรณ หรือลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา เป้าหมายอีกอย่างหนึ่งคือ “รายได้จากปุ๋ยที่เหลือใช้” ผศ. ดร. วันวร กล่าวว่าจะถูกนำเข้ากองทุน DPU Bright Fund ซึ่งเป็นกองทุนที่ช่วยเหลือค่าเล่าเรียนแก่นักศึกษา ที่ไม่เพียงแค่เผชิญปัญหาหรือขาดแคลน แต่ยังรวมถึงนักศึกษาทุกคนที่ต้องการโอกาสในการเรียนรู้และเติบโตในชีวิตด้วยความหวังที่จับต้องได้
“จนถึงวันนี้ DPU Bright Fund เราช่วยเหลือนักศึกษาได้แล้วกว่า 400 คน มีเงินสะสมเกือบ 3 ล้านบาท เงินส่วนหนึ่งมาจากหลากหลายช่องทาง อย่างการจัดงานต่างๆ เช่น DPU RUN 2025 Anti-Aging Run วิ่งกับหมอเพื่อชะลอวัย รวมถึงเวลาที่เรานำปุ๋ยไปแจกจ่าย ผู้ปกครองหลายท่านก็ใจดีช่วยบริจาคทุนให้กับนักศึกษา”
“ดังนั้น…ปุ๋ยทุกถุงที่เราผลิตขึ้น จะไม่เพียงทำให้พืชเจริญงอกงาม หรือช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนเท่านั้น แต่เมื่อต้นไม้โต นักศึกษาก็โตด้วย” ผศ. ดร. วันวร กล่าวทิ้งท้าย
วันนี้ สิ่งที่ DPU ทำ จึงไม่ได้แค่จัดการสิ่งแวดล้อมด้วยความเข้าใจธรรมชาติ แต่ยังจัดการชีวิตด้วยหัวใจความเป็นครู เพราะที่นี่ ความงอกงามไม่หยุดอยู่ที่ราก แต่กระจายไปถึงทุกคนที่ยังมีหวังและยังพร้อมเติบโต
