รปศ. DPU เชิญอธิบดีกรมอาเซียนและเลขาธิการ ก.พ. ถ่ายทอดประสบการณ์บริหารภาครัฐ เสริมศักยภาพนักศึกษาบัณฑิตศึกษารับความท้าทายโลกยุคใหม่

26 ตุลาคม 2569
รัชพล ธนศุทธิสกุล
  • SDGs 16
  • Newsletter
  • SDGs 4
  • SDGs 11
  • SDGs 17

คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยรองศาสตราจารย์ ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ เชิญผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ 2 แห่ง ได้แก่ อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ร่วมบรรยายพิเศษถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารภาครัฐให้แก่นักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตและหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ระหว่างวันที่ 24–25 ตุลาคม 2569 เพื่อเปิดมุมมองการบริหารงานภาครัฐในบริบทความเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมเสริมศักยภาพนักศึกษาในการวิเคราะห์นโยบาย การบริหารเชิงยุทธศาสตร์ และการรับมือความท้าทายของระบบราชการทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2569 หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ได้รับเกียรติจาก นางฉัตรวดี จินดาวงษ์ อธิบดีกรมอาเซียน เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในรายวิชา “การบริหารภาครัฐในประชาคมอาเซียน” โดยถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับบทบาทของอาเซียนในเวทีระหว่างประเทศ ตลอดจนโอกาสและความท้าทายของประเทศไทยภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงของโลก พร้อมกล่าวถึงพัฒนาการของอาเซียนตลอดระยะเวลา 59 ปี จากการก่อตั้งโดยประเทศสมาชิก 5 ประเทศ สู่การขยายตัวเป็น 11 ประเทศ มีประชากรรวมประมาณ 700 ล้านคน และเป็นหนึ่งในกลุ่มเศรษฐกิจสำคัญของโลกที่มีความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจและเครือข่ายพันธมิตรระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง

การบรรยายมุ่งเน้นความสำคัญของการบริหารจัดการความแตกต่างและความหลากหลายของประเทศสมาชิกอาเซียน ผ่านกรอบความร่วมมือด้านการทูต เศรษฐกิจ และความมั่นคง ภายใต้หลักการสำคัญ ได้แก่ ความเป็นเอกภาพ (Unity) ความเป็นแกนกลางของอาเซียน (Centrality) และความเชื่อมโยง (Connectivity) ควบคู่กับการเคารพกฎบัตรอาเซียนและกติกาความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพและผลประโยชน์ร่วมกันของภูมิภาค ท่ามกลางการแข่งขันทางยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจที่ส่งผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของประเทศสมาชิก

นอกจากนี้ ยังได้วิเคราะห์ความท้าทายสำคัญจากกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวด้านความมั่นคงของภูมิภาค พร้อมอธิบายความสำคัญของการยึดมั่นในระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกติกาและกฎหมาย (Rules-based Order) โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) สนธิสัญญาความร่วมมือระหว่างประเทศ และกฎบัตรอาเซียน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการความขัดแย้งและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ

อธิบดีกรมอาเซียนยังได้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ประชาชนอาจไม่ได้ตระหนักถึงบทบาทของอาเซียนในชีวิตประจำวันโดยตรง แต่ความร่วมมือของประเทศสมาชิกมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ การอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางระหว่างประเทศสมาชิก การยกเว้นการตรวจลงตรา (Visa Free) ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และความร่วมมือด้านภาษีและการลงทุน ซึ่งล้วนส่งผลต่อโอกาสทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ การบรรยายครั้งนี้จึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทั้งหลักคิด กระบวนการดำเนินงาน ผลสำเร็จ และข้อจำกัดของความร่วมมืออาเซียน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะและการบริหารภาครัฐในระดับภูมิภาค


ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ได้รับเกียรติจาก ดร.ปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับพัฒนาการของระบบราชการไทย การบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ และทิศทางการปรับตัวของสำนักงาน ก.พ. เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและความคาดหวังของประชาชนในอนาคต

ดร.ปิยวัฒน์ ได้กล่าวถึงรากฐานการพัฒนาระบบข้าราชการพลเรือนของไทย โดยย้อนถึง พ.ศ. 2471 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการวางระบบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการตามหลักความรู้ความสามารถ พร้อมเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการในต่างประเทศ ตั้งแต่แนวคิดการสอบจอหงวนของจีนที่มีอิทธิพลต่อระบบการบริหารราชการในอินเดียและอังกฤษ ก่อนนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบราชการสมัยใหม่ของไทย โดยเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของหลักคุณธรรมและการคัดเลือกบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าสู่ภาครัฐ

สำหรับทิศทางการบริหารงานภาครัฐในปัจจุบัน ดร.ปิยวัฒน์ อธิบายว่า ระบบราชการจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากการบริหารที่ยึดภารกิจตามหน้าที่ของหน่วยงาน (Function-based) ไปสู่การบริหารที่มุ่งเน้นวาระสำคัญของประเทศ (Agenda-based) และการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ (Strategy-based) มากขึ้น เพื่อให้การทำงานภาครัฐสามารถตอบสนองต่อปัญหาที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ โดยอ้างอิงแนวคิดขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านการเงินการคลัง การเข้าสู่สังคมสูงวัย ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ และความคาดหวังที่เพิ่มสูงขึ้นต่อคุณภาพการให้บริการสาธารณะ รวมถึงความจำเป็นในการลดข้อจำกัดของการทำงานแบบแยกส่วนระหว่างหน่วยงาน (Silos)

ขณะเดียวกัน ระบบราชการยังต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายรูปแบบใหม่ ทั้งปัญหาด้านพลังงาน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สุขภาพ และค่าครองชีพ ตลอดจนความต้องการที่แตกต่างกันของประชาชนรุ่นใหม่และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคม ซึ่งส่งผลให้ภาครัฐต้องพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการให้มีความยืดหยุ่นและสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมคำนึงถึงภาระงบประมาณในการบริหารกำลังคนภาครัฐ ทั้งด้านเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ และสวัสดิการรักษาพยาบาล เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการบริหารงาน คุณภาพชีวิตของบุคลากร และความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

การบรรยายพิเศษจากผู้บริหารระดับสูงทั้งสองหน่วยงานในครั้งนี้ สะท้อนแนวทางการจัดการศึกษาของคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับประสบการณ์ตรงจากผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารภาครัฐ เปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาได้เรียนรู้และวิเคราะห์สถานการณ์จริง ทั้งมิติความร่วมมือระหว่างประเทศและการบริหารระบบราชการไทย เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการคิดเชิงระบบ การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ และการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ในการขับเคลื่อนองค์กรและนโยบายสาธารณะให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างยั่งยืน