จาก ‘ปรุงสุข’ DPU สู่สำรับแห่งรัก “ชุบชีวิตคนในบ้าน…ให้วันนี้มีความสุขกว่าเมื่อวาน” ของ ‘สุพิดา วัฒนนาวิน’

08 กันยายน 2569
รัชพล ธนศุทธิสกุล
  • Newsletter
  • SDGs 3
  • SDGs 4
  • 2025 บริการวิชาการ
  • 2025 สังคมยั่งยืน

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนระดับประเทศ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เดินหน้าขับเคลื่อนหลักสูตร “ปรุงสุข” (Prungsuk) ภายใต้แนวคิดการลงทุนในมนุษย์ เพื่อยกระดับและปรับเปลี่ยนทักษะบุคลากรไทยให้พร้อมรับมือกับเศรษฐกิจ Longevity อย่างมั่นคง

หลักสูตรนี้ไม่ได้ตั้งเป้าหมายเพียงแค่การสอนสูตรอาหารตามตำรา แต่ตั้งใจเจียระไนผู้เรียนให้กลายเป็น “สถาปนิกสุขภาพและชะลอวัย” ผู้สามารถออกแบบสำรับอาหารให้กลายเป็นยารักษาชีวิตได้จริง ผ่านศาสตร์โภชนาการและการสร้างสรรค์อาหาร Functional Food โดยตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการมาจนถึงรุ่นที่ 4 DPU ได้จุดประกายทั้งนวัตกรรมอาหารและนวัตกรรมทางสังคมผ่านเวที Kitchen Stage Hackathon ได้อย่างงามงด

ทว่าสิ่งที่ทรงคุณค่าและงดงามยิ่งกว่าผลงานในห้องเรียน คือเรื่องราวของผู้คนที่นำองค์ความรู้กลับไปบ่มเพาะต่อหลังจบหลักสูตร จนรสชาติที่เกิดไม่ได้จบลงอยู่เพียงในรั้วมหาวิทยาลัย

หากแต่ถูกนำกลับไปเคี่ยวอย่างละเมียดในครัวที่บ้าน
และค่อยๆ เติบโตเป็นพลังแห่งรักที่ช่วยประคองสุขภาพกายและหัวใจของทุกคนในครอบครัว

“ถามว่าทำไมป้าสุเล่าไปยิ้มไป ส่วนหนึ่งเพราะเราชอบทำอาหารอยู่แล้ว พอได้มาเรียนปรุงสุข อาจารย์ก็เริ่มปูพื้นฐานให้ตั้งแต่แรก เราถึงได้กระจ่างว่า สุขภาพที่ดีแท้จริงแล้วเริ่มต้นจากสำรับตรงหน้านี่เอง พอได้ความรู้มา เราก็เริ่มนำกลับมาทดลองทำที่บ้านทันที” คุณสุพิดา วัฒนนาวิน หรือ “ป้าสุ” ศิษย์เก่าโครงการปรุงสุข รุ่นที่ 1 อธิบายพร้อมรอยยิ้มอุ่นที่ยังคงเปี่ยมล้นอยู่บนใบหน้า

จากวิกฤตเฉียดฟอกไต สู่รอยยิ้มใหม่บนโต๊ะอาหาร

“ที่บ้านแม่สามีเป็นทั้งหัวใจ ความดัน เบาหวาน เป็นครบหมดเลยค่ะ พยายามทุกวิถีทางก็ยังควบคุมไม่ได้ จนสุดท้ายต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจ สวนเส้นเลือดหัวใจและทำบอลลูนไป 3 เส้น ผ่านวิกฤตห้อง ICU มาถึง 5 ครั้ง ค่าน้ำตาลสะสมพุ่งสูงจนการทำงานของไตปริ่มๆ เกือบจะต้องฟอกไตแล้ว” ป้าสุ ทวนความหลังถึงช่วงเวลาที่ครัวหลังบ้านเคยเต็มไปด้วยความกังวล พอๆ กับข้าวของเครื่องใช้ที่ตั้งวางอยู่

เพราะในสายตาของป้าสุ ช่วงเวลานั้นไม่ใช่เพียงเรื่องของโรคภัย แต่เป็นวันที่ทุกมื้ออาหารกลายเป็นความหนักใจ เธอจึงนำความรู้จากห้องเรียน DPU ทั้งคลิปจากยูทูบและวิดีโอที่ตั้งใจอัดไว้ กลับมาแบ่งปันให้คนในบ้าน เพื่อค่อย ๆ ชวนทุกคนเปิดใจดูแลสุขภาพไปด้วยกัน

“ช่วงแรกๆ ยากมากค่ะ เพราะคุณแม่ท่านก็คุ้นชินกับการกินข้าวกับกับข้าวทุกมื้อมาตลอดชีวิต เราต้องค่อยๆ อธิบายและปรับกันทีละนิด ไม่ใช่บังคับ แต่ชวนให้ท่านลองเปิดใจดู โดยเฉพาะช่วงสองเดือนแรก ป้าต้องค่อยๆ ปรับและจัดลำดับการกินใหม่หมดเลย ในทุกมื้อจะให้คุณแม่ทานผักหลากสีเป็นอันดับแรกเพื่อชะลอการดูดซึมน้ำตาล ตามด้วยโปรตีน แล้วค่อยตามด้วยคาร์โบไฮเดรตเป็นลำดับสุดท้าย ส่วนเครื่องปรุงในครัวก็เปลี่ยนเป็นสูตรลดโซเดียมทั้งหมด พร้อมสลับมาใช้น้ำตาลหญ้าหวาน น้ำตาลหล่อฮังก๊วย น้ำมันรำข้าว และน้ำมันมะกอกแทน”

ส่วนอกไก่ที่ผู้สูงอายุมักปฏิเสธเพราะเนื้อแห้งแข็ง ป้าสุก็นำมาตุ๋นและนึ่งด้วยไฟอ่อนจนเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ จัดเรียงคู่กับผักห้าสีเพื่อให้ได้สาร Phytonutrients ครบถ้วนตามวิชาที่ร่ำเรียน ยามที่คุณแม่อยากลิ้มรสของหวาน ป้าสุก็ใช้วิชา "แลกแป้ง" เข้ามาบริหารจัดการ โดยลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตในมื้อหลักลงอย่างเป็นระบบ

“คนสูงวัยเขาจะคิดว่าตัวเองต้องกินข้าว กับ กับข้าวทุกมื้อ แต่เราต้องมาเปลี่ยนความคิดใหม่หมดเลยว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ข้าวเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตอย่างเดียวก็ได้ เช้าๆ เราก็เปลี่ยนเป็นขนมปังซาวร์โดว์ ทานคู่กับอะโวคาโดและอกไก่ที่ปรุงให้นุ่มแล้ว” ป้าสุ อธิบายถึงวิธีที่ค่อยๆ ละลายความคิดเดิมของคนในบ้านด้วยความเข้าใจ

และแล้วหกเดือนแห่งความพยายามอย่างสม่ำเสมอก็ผ่านไป ผลตรวจทางการแพทย์ไม่เพียงลดความกังวลใจ แต่ยังคืนเสียงหัวเราะและรอยยิ้มสดใสให้กลับมาคลุกเคล้าบนโต๊ะอาหารอีกครั้ง

“ป้าตื่นเต้นมาก วันที่พาคุณแม่ไปดูผลตรวจ โดยเฉพาะค่าน้ำตาลสะสมของท่าน ที่ลดลงจาก 8.5 เหลือแค่ 5.8 แทบเท่าคนปกติเลย แถมค่าไตที่เคยสุ่มเสี่ยงว่าจะต้องฟอก ก็ชะลอลงจนอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก” ป้าสุ เล่าด้วยรอยยิ้ม

ไม่เพียงแค่นั้น ความเปลี่ยนแปลงยังขยายผลไปถึงสามี จากที่เคยมีความดันโลหิตสูงก็ลดลงจนกลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติ ส่วนตัวป้าสุเองก็น้ำหนักลดลงไปกว่า 10 กิโลกรัม พลอยทำให้ร่างกายเบาสบายและคล่องแคล่วขึ้นโดยปริยาย

“ตอนนี้ทุกคนในบ้านก็เลยหันมากินแบบนี้กันหมด กลายเป็นสมาชิกปรุงสุขกันหมดยกทั้งบ้านเลย” ป้าสุ เผย

เติมหัวใจใส่สำรับ ส่งต่อรักและสุขภาพแก่สังคม

เมื่อรสชาติความสุขกลมกล่อมลงตัวในครัวเรือน ป้าสุจึงอยากส่งต่อความสุขนี้ให้คนอื่นบ้าง จึงตัดสินใจเปิดรับ Pre-order อาหารสุขภาพผ่านกลุ่ม Line ของหมู่บ้าน ในชื่อ “ครัวสำรับขวัญ”

“เดิมเราก็ทำอาหารทั่วไปขายอยู่แล้ว แต่พอมาเรียนปรุงสุข เราก็เปลี่ยนแนวมาทำอาหารเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ เราบอกลูกค้าตรงๆ เลยว่าไม่ใช้ผงชูรส ใช้ผักที่ปลอดภัย เครื่องปรุงทั้งหมดเป็นสูตรลดโซเดียม น้ำตาลก็เปลี่ยนเป็นหญ้าหวานกับหล่อฮั้งก้วย เมนูจะเน้นนึ่ง ต้ม ตุ๋นเป็นหลัก ถ้าทอดก็ใช้หม้อทอดไร้น้ำมัน” ป้าสุ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของครัวเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยหัวใจ


นอกเหนือไปจากการปรุงอาหารด้วยความพิถีพิถัน ป้าสุยังสวมบทบาทเป็น "สถาปนิกสุขภาพ" นำความรู้ที่ได้รับจาก DPU มาแบ่งปันให้ลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ คอยส่งข้อมูลโภชนาการและสรรพคุณของวัตถุดิบลงในกลุ่ม Line เช่น สาร Lycopene ในมะเขือเทศช่วยดูแลร่างกายอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าได้ทั้งความอร่อยและตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งที่รับประทาน

แม้ในระยะแรก ลูกค้าบางคนจะปรารภว่ารสชาติไม่จัดจ้านคุ้นลิ้นเหมือนสตรีทฟู้ดเพราะไม่มีผงชูรส แต่เมื่อได้ทานต่อเนื่อง สัมผัสได้ถึงความโปร่งสบายของร่างกาย ลูกค้าทุกคนต่างรับรู้ได้ถึงความตั้งใจและความซื่อสัตย์ของแม่ครัวคนนี้

“ทุกวันนี้ป้าทำเองคนเดียวหมด ตั้งแต่ไปเลือกซื้อวัตถุดิบเอง ล้างเอง ปรุงเอง แพ็กใส่กล่อง ไปจนถึงขับรถไปส่งให้ลูกค้าด้วยตัวเอง ถามว่าเหนื่อยไหม... มันก็เหนื่อยนะ แต่มันถูกแทนที่ด้วยความอิ่มใจมากกว่า ยิ่งเวลาเห็นลูกค้ากลับมาสั่งซ้ำเพราะเขาไว้ใจเรา จากคนเคยซื้อขายกันก็กลายเป็นมิตรแท้ที่สนิทกันไปเลย พอเขาซื้อบ่อยๆ คุยกันบ่อยๆ ป้าก็รู้สึกเหมือนทำอาหารให้เพื่อนกิน เราก็ยิ่งต้องทำให้ดีที่สุด เพราะเขาเอาความไว้ใจมาฝากไว้กับเรา”

รู้ครบจบที่ DPU “พื้นที่ที่ไม่มีคำว่าสายเกินเรียน”

“ไม่เคยคิดเลยว่า ความรู้จากโครงการนี้จะพาชีวิตป้ามาได้ไกลขนาดนี้ จากตอนแรกคิดแค่ว่าจะลองมาเรียนฆ่าเวลา แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับคืนมามันเกินคาดไปเยอะมาก” ป้าสุว่าพลางเว้นวรรค ก่อนส่งยิ้มบางๆ เสมือนทบทวนความรู้สึกมากมายที่กำลังพรั่งพรูอยู่ข้างใน

เพราะทั้งสุขภาพของทุกคนในบ้านที่กลับมาดีขึ้นจนเห็นได้ชัด
เพราะทั้งค่าใช้จ่ายเรื่องยาและค่าหมอที่ลดลงจนเริ่มมีเงินเก็บ
และเหนือสิ่งอื่นใด คือบรรยากาศของรอยยิ้มและความสุขที่ค่อยๆ หวนคืนมา คลุกเคล้าอยู่บนโต๊ะอาหารอีกครั้ง

“ทุกวันนี้ป้ากับเพื่อนๆ ที่จบมาด้วยกันยังคุยกันอยู่เลยค่ะว่าเมื่อไหร่ DPU เขาจะเปิดรุ่นใหม่อีก เพราะหลายคนที่พลาดรอบที่แล้วเขาก็บ่นเสียดายกันใหญ่ แม้แต่ตัวป้าเองเรียนจบแล้วก็ยังตั้งตารอ อยากกลับไปเรียนเติมความรู้เพิ่มอีกเหมือนกัน

“เพราะพอได้พาตัวเองเข้ามาอยู่ในสังคมแห่งการเรียนรู้ ได้เจอทั้งอาจารย์และเชฟเก่งๆ มันเหมือนคำโบราณว่าไว้เลยว่า ‘คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล’ ความรู้และบรรยากาศจากที่นี่มันช่วยจุดประกายให้เรารู้สึกว่าตัวเองไม่แก่ (หัวเราะ) และไม่อายุมากเกินไปที่จะเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่

“สำหรับใครที่อยากเปลี่ยนสุขภาพหรือพัฒนาตัวเอง ป้าอยากให้ลองเปิดใจเข้ามาดู เพราะ DPU มีหลักสูตรดีๆ ให้เลือกอีกหลากหลาย ทั้งเรื่องสุขภาพ นวัตกรรม และการบริหาร โดยเฉพาะเรื่องอาหาร วิชาจากที่นี่ไม่ได้ให้แค่สูตรปรุงอาหาร แต่มันเปลี่ยนสุขภาพของคนในครอบครัว และทำให้บ้านเรากลับมายิ้มได้อย่างมีความสุขจริงๆ” ป้าสุ ทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมดีๆ แบบนี้ได้ที่ www.dpu.ac.th เพื่อค้นหากิจกรรมพัฒนาศักยภาพให้บุคคลภายนอกภายใต้การนำของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU ที่เน้นการดึงศักยภาพเฉพาะตนของมนุษย์ออกมา และ สร้างคุณค่าที่ AI ไม่อาจทดแทนได้ โดยมี ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการและวิจัย ร่วมจัดหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ทั้งมิติการเรียนรู้ สุขภาวะการทำงาน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อสังคม ฯลฯ ที่จะนำพาประเทศไทยก้าวสู่สังคมแห่งสุขภาวะและเศรษฐกิจที่ดีต่อไป