DPU ชูกรอบ Financial–Economic–Social Return บนเวที สศอ. หนุนลงทุนอุตสาหกรรมไทยคุ้มค่าและยั่งยืน

11 กันยายน 2569
รัชพล ธนศุทธิสกุล
  • Newsletter
  • SDGs 8
  • SDGs 9

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กุลบุตร โกเมนกุล ผู้อำนวยการหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสำหรับผู้บริหาร (Executive MBA) และหัวหน้าหลักสูตรการเงิน การลงทุน และเทคโนโลยีการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมเสวนาในฐานะตัวแทนภาควิชาการบนเวทีสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) พร้อมเสนอกรอบการประเมินการลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศที่ควรพิจารณาควบคู่กันทั้งผลตอบแทนทางการเงิน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อสังคม การจ้างงาน ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนความเสี่ยงภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนตอบโจทย์ประเทศในระยะยาว

การเสวนาดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ภายใต้ “การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเผยแพร่ผลการจัดทำรายงานบทวิเคราะห์ผลกระทบด้านเศรษฐกิจเชิงลึก ภายใต้โครงการจัดทำฐานข้อมูลบัญชีเมตริกส์สังคม (Social Accounting Matrix: SAM) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรม” ณ ห้องประชุมคริสตัล 1–2 ชั้น 3 โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค (Century Park Hotel) กรุงเทพมหานคร โดยมี นางสาวเพียงใจ ไชยรังสินันท์ ผู้อำนวยการกองวิจัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงาน

ภายในงานมีผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญด้านเศรษฐกิจของประเทศเข้าร่วม อาทิ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม รวมถึงผู้แทนจากภาคการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ข้อมูลและเครื่องมือวิเคราะห์ในการสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจลงทุน


สาระสำคัญของการประชุมมุ่งเผยแพร่ผลการจัดทำ Social Accounting Matrix (SAM) หรือบัญชีเมตริกส์สังคม ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงการหมุนเวียนของรายได้และรายจ่ายระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ของระบบเศรษฐกิจ ครอบคลุมตั้งแต่กิจกรรมการผลิต สินค้าและบริการ ปัจจัยการผลิต แรงงาน ครัวเรือน ภาคธุรกิจ ภาครัฐ การออมและการลงทุน ไปจนถึงภาคต่างประเทศ ทำให้สามารถวิเคราะห์ได้ทั้งขนาดของผลกระทบและเส้นทางการกระจายผลกระทบไปยังส่วนต่าง ๆ ของระบบเศรษฐกิจ

หนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือการเสวนาหัวข้อ “Think Before Invest: เศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยต้องประเมินได้ก่อนการลงทุน” โดยมีนักวิชาการจาก 3 มหาวิทยาลัยร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ได้แก่ ดร.นุชนาถ จันทราวุฒิกร อดีตผู้ช่วยคณบดีฝ่ายการนักศึกษา คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการ D-Vote มหาวิทยาลัยศรีปทุม และ ผศ.ดร.กุลบุตร โกเมนกุล ผู้อำนวยการหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตสำหรับผู้บริหาร (Executive MBA) และหัวหน้าหลักสูตรการเงิน การลงทุน และเทคโนโลยีการเงิน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)

ผศ.ดร.กุลบุตร กล่าวว่า การตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่ไม่ควรอาศัยตัวชี้วัดเพียงมิติเดียว เพราะโครงการที่ให้ผลตอบแทนทางการเงินสูงอาจไม่ได้สร้างประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมเสมอไป โดยเฉพาะโครงการที่ภาครัฐมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หรือการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย คำถามจึงควรขยายจาก “โครงการนี้ให้ผลตอบแทนเท่าไร” ไปสู่ “โครงการนี้คุ้มค่าต่อประเทศหรือไม่ ผลประโยชน์กระจายไปถึงใคร และประเทศต้องรับความเสี่ยงอะไรจากการลงทุนดังกล่าว”

ในมิติทางการเงิน นักลงทุนสามารถใช้เครื่องมือมาตรฐาน เช่น Net Present Value (NPV), Financial Internal Rate of Return (FIRR), Cost of Capital และ Cash Flow Analysis เพื่อประเมินความเป็นไปได้และความยั่งยืนทางการเงินของโครงการ แต่สำหรับโครงการที่รัฐมีส่วนร่วม ควรพิจารณา Economic Internal Rate of Return (EIRR) และ Economic Net Present Value (ENPV) เพิ่มเติม เพื่อสะท้อนความคุ้มค่าจากมุมมองของระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ไม่จำกัดเฉพาะรายรับและรายจ่ายของเจ้าของโครงการ

ผศ.ดร.กุลบุตร อธิบายว่า FIRR ช่วยตอบคำถามว่า “คุ้มกับผู้ลงทุนหรือไม่” ขณะที่ EIRR ช่วยตอบว่า “คุ้มกับเศรษฐกิจหรือประเทศหรือไม่” ส่วน SAM ช่วยให้เห็นต่อไปว่า “ผลกระทบกระจายไปที่ไหน และใครเป็นผู้ได้รับผลกระทบ” การนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้ร่วมกันจึงช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมองการลงทุนได้กว้างกว่าผลตอบแทนทางการเงิน และสามารถติดตามได้ว่าเงินลงทุนแต่ละบาทหมุนเวียนไปยังส่วนใดของระบบเศรษฐกิจ

อีกประเด็นที่ควรให้ความสำคัญคือการประเมินผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม หรือ Economy-wide Impact เพราะเงินลงทุนไม่ได้สิ้นสุดอยู่ที่ผู้รับเงินรายแรก แต่สามารถส่งผ่านจากกิจกรรมการผลิตไปยังผู้ผลิตและผู้จัดหาวัตถุดิบ (Supplier) แรงงาน รายได้ครัวเรือน และการบริโภคในรอบต่อ ๆ ไป ขณะเดียวกัน เงินบางส่วนอาจรั่วไหลออกจากระบบเศรษฐกิจไทยผ่านการนำเข้าสินค้า วัตถุดิบ เครื่องจักร หรือเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

ผลการศึกษาที่นำเสนอภายในงานสะท้อนให้เห็นว่า กรณีต้องการกระตุ้น GDP ภาคการผลิตให้เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 การเลือกช่องทางอัดฉีดเงินผ่านอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน อาจทำให้ปริมาณเงินลงทุนที่ต้องใช้แตกต่างกันตามโครงสร้างการผลิตและระดับการรั่วไหลจากการนำเข้าของแต่ละอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่มีตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจต่ำไม่ได้หมายความว่าไม่ควรลงทุน เพราะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตบางประเภทอาจต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและวัตถุดิบนำเข้าสูงในระยะแรก แต่มีศักยภาพในการสร้างการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) ระบบนิเวศนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Resilience) ให้กับประเทศในระยะยาว

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับผลการศึกษาที่เสนอว่า การพิจารณาตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจควรดำเนินควบคู่กับความสามารถในการรองรับการลงทุนและความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของแต่ละอุตสาหกรรม โดยไม่ควรตีความว่าอุตสาหกรรมที่มีตัวทวีคูณต่ำมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่ำตามไปด้วย

นอกเหนือจากการนำ SAM มาใช้ประเมินผลกระทบภายในประเทศ ผศ.ดร.กุลบุตร ยังเสนอแนวทางต่อยอดด้วยการเปรียบเทียบค่าตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Economic Multiplier) ของอุตสาหกรรมไทยกับประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศที่มีโครงสร้างอุตสาหกรรมใกล้เคียงหรือเป็นคู่แข่งขันของไทย เพื่อให้การวิเคราะห์สามารถตอบได้มากกว่าคำถามว่าอุตสาหกรรมใดในประเทศไทยมี Multiplier สูงหรือต่ำ แต่ช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเดียวกันจึงสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศแตกต่างกัน ประเทศใดสามารถรักษามูลค่าไว้ในห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศได้มากกว่า และประเทศไทยมีจุดรั่วไหลหรือจุดที่ควรพัฒนาอยู่ส่วนใดของห่วงโซ่อุปทาน

“การรู้ว่าอุตสาหกรรมหนึ่งของไทยมี Multiplier เท่าไรเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่ถ้าเราสามารถ Benchmark กับประเทศอื่นได้ เราจะตอบคำถามต่อได้ว่า ตัวเลขของไทยอยู่ในระดับใดเมื่อเทียบกับคู่แข่งขัน และอะไรคือ Structural Gap ที่ทำให้ Multiplier ของเราแตกต่างจากประเทศเหล่านั้น” ผศ.ดร.กุลบุตร กล่าว

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบระหว่างประเทศจำเป็นต้องคำนึงถึงความแตกต่างด้านนิยามสาขาอุตสาหกรรม ปีฐาน โครงสร้างบัญชี และวิธีการจัดทำแบบจำลอง จึงควรใช้การจำแนกสาขาอุตสาหกรรม ช่วงเวลาฐาน และระเบียบวิธีที่สามารถเปรียบเทียบกันได้ เพื่อให้ผลที่พบสะท้อนความแตกต่างของโครงสร้างเศรษฐกิจจริงมากกว่าความแตกต่างจากวิธีการสร้างแบบจำลอง

การเปรียบเทียบดังกล่าวยังสามารถต่อยอดไปสู่การวิเคราะห์องค์ประกอบเบื้องหลัง อาทิ การรั่วไหลจากการนำเข้า (Import Leakage) มูลค่าเพิ่มภายในประเทศ (Domestic Value Added) สัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) การเชื่อมโยงกับการจ้างงาน (Employment Linkage) และความเชื่อมโยงของผู้ผลิตภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐเห็นได้ว่าควรพัฒนาส่วนใดของห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการลงทุน

ผศ.ดร.กุลบุตร ยังเสนอว่า ฐานข้อมูล SAM ในอนาคตสามารถพัฒนาจากเครื่องมือสำหรับ “Impact Assessment” ไปสู่ “Strategic Benchmarking” เพื่อช่วยประเมินว่าอุตสาหกรรมไทยมีตำแหน่งอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และควรพัฒนาองค์ประกอบใดเพื่อให้เงินลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่ม หมุนเวียน และเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจภายในประเทศได้มากขึ้น

สำหรับการรับมือกับความไม่แน่นอน ผศ.ดร.กุลบุตร มองว่า คุณค่าของการประเมินผลกระทบก่อนการลงทุน (Ex-ante Impact Assessment) ไม่ได้อยู่ที่การทำนายอนาคตให้ถูกต้องทั้งหมด แต่เป็นการช่วยให้ผู้ตัดสินใจเห็นผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นภายใต้สมมติฐานและสถานการณ์ที่แตกต่างกัน จึงควรใช้ Sensitivity Analysis, Scenario Analysis และ Stress Testing ควบคู่กับการประเมินผลตอบแทน เพื่อพิจารณาว่า หากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลง ความต้องการต่ำกว่าที่คาด หรือเกิดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน โครงการยังสามารถรองรับความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด

ผศ.ดร.กุลบุตร สรุปว่า การตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่ของประเทศควรมองให้ครอบคลุมทั้งผลตอบแทนและความยั่งยืนทางการเงิน ความคุ้มค่าต่อระบบเศรษฐกิจ ผลต่อการจ้างงาน รายได้ครัวเรือนและการกระจายผลประโยชน์ คุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ในด้านเทคโนโลยี ทักษะและขีดความสามารถของประเทศ รวมถึงความสามารถในการรองรับความเสี่ยงและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

“Financial Analysis ช่วยตอบว่าโครงการอยู่รอดทางการเงินหรือไม่ EIRR ช่วยสะท้อนว่าโครงการมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจต่อประเทศหรือไม่ SAM ช่วยให้เราเห็นว่าผลกระทบกระจายไปยังใครและส่วนใดของระบบเศรษฐกิจ ขณะที่ Scenario Analysis ช่วยตอบว่า หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาด เรายังสามารถรับมือได้หรือไม่ และหากสามารถนำ Multiplier ของไทยไป Benchmark กับต่างประเทศภายใต้กรอบที่เปรียบเทียบกันได้ ก็จะช่วยให้เราเห็นว่าโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยมีจุดแข็ง จุดรั่วไหล และช่องว่างที่ควรพัฒนาตรงไหน ก่อนตัดสินใจลงทุนในอนาคต” ผศ.ดร.กุลบุตร กล่าว