DPU ปฐมนิเทศ นักศึกษานพรัตน์ทองคำ “ครั้งที่ 41” เสริมสร้างศักยภาพนักศึกษาชั้นแนวหน้า บ่มเพาะ DNA ของผู้นำระดับสากล

29 กันยายน 2569
รัชพล ธนศุทธิสกุล
  • Newsletter
  • SDGs 4
  • SDGs 10

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดย ฝ่ายกิจการนักศึกษาและฝ่ายนวัตกรรมหลักสูตรและการสอน ได้จัดกิจกรรมปฐมนิเทศผู้เข้าประกวด "นักศึกษานพรัตน์ทองคำ ครั้งที่ 41" ประจำปีการศึกษา 2569 เพื่ออธิบายแนวทางการดำเนินโครงการ เกณฑ์การประเมินผล ข้อปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPA และเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาทั้ง 70 คน ยกระดับศักยภาพผู้เรียนผ่านองค์ความรู้เชิงธุรกิจ ทักษะเทคโนโลยี และการเป็นพลเมืองโลกที่พร้อมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมสัจจา เกตุทัต 1

ในโอกาสนี้ ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ ดวงรัตน์ รองอธิการบดีสายงานกิจการนักศึกษาและกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ประธานในพิธี ได้กล่าวเปิดงานพร้อมมอบโอวาทแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ โดยเน้นย้ำถึงคุณค่าของ “รางวัลนพรัตน์ทองคำ” ว่าเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุดของมหาวิทยาลัย ซึ่งผู้ได้รับเลือกจะเป็นนักศึกษาเพียงหนึ่งเดียวในพิธีประสาทปริญญาที่ได้รับการเชิดชูเกียรติระดับยอดเยี่ยม บนรากฐานแก้ว 9 ประการ ที่สืบทอดเจตนารมณ์เกือบ 60 ปีมาจาก อาจารย์ ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ ผู้ก่อตั้ง DPU อันเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนหลัก หนึ่งในสามแห่งแรกของประเทศไทย

“โครงการนพรัตน์ทองคำถือเป็นโครงการสำคัญที่สุดของมหาวิทยาลัย ผู้ที่ได้รับรางวัลนี้คือความภาคภูมิใจและเป็นผู้ที่มีความพร้อมอย่างสมบูรณ์ในทุกด้าน ด้วยการปลูกฝังองค์ความรู้เชิงธุรกิจหรือ Business DNA ควบคู่กับทักษะภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และ AI ซึ่งช่วยให้นักศึกษานำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกสายอาชีพ ไม่ว่าจะเรียนคณะใดก็ตาม”

ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ กล่าวต่อไปถึงการพัฒนาศักยภาพตนเองของนักศึกษาว่า ผู้เข้าร่วมโครงการต้องให้ความสำคัญกับวิชาเอกเพื่อสร้างความรู้เชิงลึก มีแนวคิดก้าวหน้าที่คิดนอกกรอบ พร้อมรับมือกับอุปสรรคด้วยการเตรียมทางออกไว้อย่างน้อย 3 ทาง และมีความเสียสละทุ่มเททำกิจกรรมในวัยเรียน ที่สำคัญคือต้องฝึกฝนตนเองให้มีมารยาท สัมมาคารวะ นอบน้อมต่อผู้อื่น และยึดมั่นในจริยธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งจะสร้างความน่าเชื่อถือให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับพรีเมียมเกิน 100% ดังเช่นศิษย์เก่าหลายท่านที่ประสบความสำเร็จในระดับประเทศ

นอกจากนี้ รองอธิการบดี สายงานกิจการนักศึกษาและกิจการพิเศษ ยังได้เน้นย้ำถึงแนวคิดการขับเคลื่อนความยั่งยืนว่า “ในปีนี้ มหาวิทยาลัยซึ่งนำโดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี ได้เน้นย้ำธีมโครงการในเรื่องการยกระดับศักยภาพของนักศึกษาให้เข้าใจเรื่องความยั่งยืน หรือ Sustainability เพื่อให้นักศึกษามีความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อมโลก มหาวิทยาลัยพร้อมที่จะสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษาให้นักศึกษาทุกคนก้าวไปสู่การเป็นบุคลากรชั้นนำของสังคมไทย”

สำหรับโครงสร้างการเรียนรู้ตลอด 2 ภาคเรียน มหาวิทยาลัยได้ออกแบบกิจกรรมบูรณาการร่วมกันระหว่างสายงานกิจการนักศึกษา ฝ่ายวิชาการ และฝ่ายนวัตกรรม รวม 7 กิจกรรมหลัก เพื่อพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ควบคู่กับการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีจริยธรรม และการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) อาทิ การอบรมบุคลิกภาพและมารยาทสากล การศึกษาดูงานในมหกรรมด้านความยั่งยืน Sustainability Expo 2026 การอบรมเชิงลึกในหัวข้อ ความเป็นพลเมือง ความยั่งยืน และการประยุกต์ใช้ AI ตลอดจนการทำ Capstone Project เพื่อบูรณาการองค์ความรู้และสร้างสรรค์อนาคตวิชาชีพอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ดร.ณัทธสิฐษิ์ สิริปัญญาธนกิจ ผู้ช่วยรองอธิการบดีสายงานกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้อธิบายถึงเกณฑ์การประเมินผลและสิทธิประโยชน์ทุนการศึกษา โดยระบุว่าโครงการนี้นักศึกษาจะแข่งขันกับเป้าหมายตนเองเป็นหลัก หากผ่านเกณฑ์ประเมิน 70 คะแนนขึ้นไปจะได้รับรางวัลนพรัตน์เชิดชูเกียรติทุกคน พร้อมมอบโอกาสชิงทุนการศึกษาระดับปริญญาโท 100% สำหรับผู้ชนะเลิศนพรัตน์ทองคำ, ทุน 50% สำหรับรองชนะเลิศ และทุน ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ มูลค่า 30,000 บาท สำหรับผู้ที่มีเกรดเฉลี่ยสะสม 4.00

“คนที่จะมีความรู้และอยู่ได้อย่างยั่งยืนต้องรู้จริง ผลงานที่ส่งออกมาหลังจากการเรียนรู้ต้องสามารถอธิบายได้และนำไปสร้างประโยชน์จริง เพราะเป้าหมายสำคัญของโครงการนี้คือการให้นักศึกษาลงมือแข่งขันกับตนเอง ไม่ใช่การแข่งขันเพื่อเอาชนะเพื่อน หากทุกคนตั้งใจ ทำตัวเราให้มีศักยภาพตรงตามเป้าหมาย จัดสรรเวลา และเข้าร่วมกิจกรรมจนจบ ทุกคนก็มีสิทธิ์ผ่านเกณฑ์ 70 คะแนนเพื่อรับรางวัลนพรัตน์เชิดชูเกียรติ พร้อมทั้งดึงศักยภาพสูงสุดของตนเองออกมาเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้อย่างภาคภูมิใจ” ดร.ณัทธสิฐษิ์ ระบุ

บรรยากาศภายในงานยังจัดให้มีการเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากรุ่นพี่นพรัตน์ทองคำ โดย คุณภาวิณี โน้ตไชยา ศิษย์เก่าคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ สาขาการท่องเที่ยว และบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) สาขาการตลาด เจ้าของรางวัลนพรัตน์ทองคำครั้งที่ 21 ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่ายขาย การจัดประชุมอีเว้นต์ โรงแรม W Bangkok ภายใต้เครือ Marriott International ได้กล่าวถึงการนำภาวะผู้นำ สติ และทักษะภาษาไปใช้บริหารงานขายในอุตสาหกรรม MICE ระดับสากล

“เวทีนพรัตน์ทองคำเป็นพื้นที่ที่ดีมากในการสร้างฐานรากชีวิตให้แข็งแกร่ง เมื่อนำไปใช้ในการทำงานจริง ทักษะภาษา มารยาท และภาวะผู้นำ ทำให้เราก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขาย และดึงงานประชุมระดับสากลมาจัดที่ประเทศไทย นำรายได้เข้าสู่สถาบันและประเทศได้อย่างภาคภูมิใจ”

ในส่วนของ คุณกฤษณะ มิ่งทองคำ กรรมการและทนายความหุ้นส่วน สำนักกฎหมาย บริษัท สัตยะพล แอนด์ พาร์ทเนอร์ส จำกัด และเลขาธิการสมาคมทรัพย์สินทางปัญญาแห่งประเทศไทย ศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ เจ้าของรางวัลนพรัตน์ทองคำครั้งที่ 20 ได้เน้นย้ำถึงการใช้สัมมาคารวะซึ่งเปรียบเสมือนแก้วประการที่ 10 ในการบริหารพนักงานและร่วมงานกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก พร้อมแสดงความกตัญญูต่อสถาบัน DPU ที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม

“คนเราเก่งแค่ไหน รวยแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีสัมมาคารวะ มารยาท และจริยธรรม คุณไปต่อไม่ได้ ซึ่ง DPU เป็นสถาบันที่ให้โอกาสเด็กที่ไม่ได้เติบโตมาจากครอบครัวร่ำรวย ความกตัญญูต่อสถาบันและการยึดมั่นในจริยธรรมจะนำพาให้เราประสบความสำเร็จในอาชีพ”

ขณะเดียวกัน นายชิษณุชา ยาวิไชย นักศึกษาปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU ตัวแทนผู้เข้าประกวดรุ่นที่ 41 ได้เปิดเผยถึงเป้าหมายว่า การเรียนในห้องเรียนระดับปริญญาตรีคือก้าวแรกของการเรียนรู้กฎหมาย แต่การเข้าร่วมโครงการนพรัตน์ทองคำจะช่วยให้ได้ค้นหาความโดดเด่นและศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาไปเป็นนักกฎหมายที่มีความรู้รอบด้าน สามารถตอบคำถามและช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างทันท่วงที โดยไม่จำกัดอยู่แค่เพียงวิชาการในห้องเรียนเท่านั้น

นอกจากนี้ นายชิษณุชา ยังได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเองว่า เกิดจากการได้เห็นระบบการบริหารจัดการเวลาที่ดีขึ้นของรุ่นพี่ประธานชมรมดนตรีที่เคยผ่านโครงการนี้ ซึ่งจากเดิมมีภารกิจเยอะมาก แต่กลับสามารถบริหารจัดการเวลา ทำงาน ประสานงาน และแบ่งเวลาให้ผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้ตารางชีวิตจะแน่นขึ้นและมีความกังวลเรื่องการแบ่งเวลา แต่ก็ตั้งใจที่จะปรับตัวและลองท้าทายตนเอง โดยการเข้าร่วมโครงการยังทำให้ได้เรียนรู้การจัดสรรเวลาจริง ได้รับมิตรภาพ คอนเนกชัน เพิ่มความมั่นใจ และเปิดโอกาสลุ้นรับทุนการศึกษาเรียนต่อระดับปริญญาโท เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว

“ผมเชื่อว่าประสบการณ์และทักษะชีวิตที่ได้รับจากโครงการนี้ จะเป็นแต้มต่อสำคัญที่ทำให้ผมสามารถยืนได้อย่างมั่นคงในวิชาชีพกฎหมาย และนำความรู้ไปสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมในอนาคต” นายชิษณุชา อธิบาย พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโครงการจากฝ่ายกิจการนักศึกษาที่คอยอำนวยความสะดวก ให้คำแนะนำ และดูแลสวัสดิการอย่างใกล้ชิด ซึ่งช่วยสร้างความอบอุ่นและเสริมความมั่นใจให้นักศึกษาทุกคนมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพของตนเองตลอดการแข่งขัน

“เพียงแค่มาเข้าร่วมปฐมนิเทศวันแรก พวกเราก็ได้ทั้งความรู้ดีๆ และเห็นตัวอย่างการทำงานระดับมืออาชีพแล้ว โดยเฉพาะการดูแลของพี่ๆ ทีมงานฝ่ายกิจการนักศึกษาที่คอยจัดระบบตารางกิจกรรมไว้อย่างชัดเจน อำนวยความสะดวกทุกอย่าง รวมถึงการสอบถามรายละเอียดส่วนตัวเพื่อดูแลสวัสดิการอย่างใส่ใจ เช่น การเช็กข้อจำกัดด้านอาหารว่าใครแพ้อะไร โดยเฉพาะการแพ้กุ้งหรือแพ้อาหารทะเล ซึ่งแสดงถึงความใส่ใจในความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคน ทำให้รู้สึกประทับใจและมีความมั่นใจเต็มที่ในการทำกิจกรรมตลอดโครงการ” นายชิษณุชา กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ไม่ต่างไปจาก นายวริศ สารพิษ นักศึกษานพรัตน์ทองคำ ครั้งที่ 39 อดีตประธานชมรม DPU SDGs CLUB และปัจจุบันยังเป็นนักศึกษาปริญญาโท หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) กลุ่มวิชาการจัดการการตลาดดิจิทัล มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งรับหน้าที่พิธีกรดำเนินรายการ ได้เปิดใจว่า จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จากการทำกิจกรรมสโมสรนักศึกษาและได้เห็นรุ่นพี่ลงประกวด จึงมองเห็นเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเอง พร้อมตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่วันนั้นว่าจะก้าวสู่การเป็นนักศึกษานพรัตน์ทองคำให้ได้ เพื่อคว้าโอกาสในการศึกษาต่อระดับปริญญาโทพร้อมทุนการศึกษา 100%

ขณะเดียวกันได้มีโอกาสร่วมจัดตั้งชมรม DPU SDGs CLUB ตั้งแต่ปี 1 จนก้าวขึ้นเป็นประธานชมรมในเวลาต่อมา แม้ในช่วงเริ่มต้นจะมีความรู้เรื่องความยั่งยืนไม่มากนัก แต่ก็ได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่ และฝ่ายกิจการนักศึกษา ประกอบกับการลงมือทำอย่างต่อเนื่องทำให้ค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองความคิด จนกลายเป็นจุดแข็ง ก่อนนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาต่อยอดในการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและชุมชน ตลอดจนการนำมาประยุกต์ใช้ในโครงการจนสามารถคว้ารางวัลนักศึกษานพรัตน์ทองคำได้ในที่สุด

“การเข้าร่วมโครงการช่วยเปลี่ยนจากคนที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออก ให้กลายเป็นคนมีความมั่นใจ กล้าคิด กล้าพูด และกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย เพราะกิจกรรมเปรียบเสมือนพื้นที่แห่งการทดลองเรียนรู้กระบวนการคิดที่เปิดโอกาสให้เราได้ลองผิดลองถูกและพัฒนาโครงสร้างความคิดในการแก้ปัญหา เพราะเมื่อเข้าสู่โลกการทำงานจริง เราไม่สามารถผิดพลาดได้มากขนาดนั้น”

“นอกเหนือจากที่ได้รับทุนเรียนต่อ สิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุดคือการได้เป็นคนแรกของครอบครัวที่ได้เรียนต่อระดับปริญญาโท และสามารถสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ครอบครัว อีกทั้งคนรอบข้างยังนำไปเป็นแบบอย่างในการพัฒนาตนเอง สำหรับน้องๆ ที่เข้าประกวด อยากบอกว่าไม่ต้องกังวล แค่เปิดโอกาสให้ตัวเองได้เข้ามาเรียนรู้ เราก็ได้รับทักษะชีวิต มิตรภาพ คอนเนกชัน และความภาคภูมิใจติดตัวไปต่อยอดอนาคตได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ใบปริญญาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่แต้มต่อทั้งหมด แต่ Mindset กระบวนการคิดวิเคราะห์ และประสบการณ์จากโครงการนี้ ทำให้เรามีศักยภาพที่ติดตัวไปใช้ต่อยอดในชีวิตการทำงานได้อย่างรอบด้าน” นายวริศ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับขั้นตอนถัดไปในโครงการ นักศึกษาจะเข้าสู่กระบวนการถ่ายรูปทำบัตรประจำตัวโครงการในวันที่ 5 ตุลาคม 2569 พร้อมทั้งเริ่มเข้าร่วมการอบรมบุคลิกภาพและการจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน โดยมีทีมงานสายงานกิจการนักศึกษาคอยดูแลระบบการเช็กวันเรียน การประสานงานผ่านกลุ่มไลน์ และการให้คำปรึกษาตลอด 2 ภาคเรียน เพื่อมุ่งสู่การประเมิน Capstone Project และพิธีมอบรางวัลเชิดชูเกียรติตามลำดับ