
DPU เปิดตัว DPU Lab ยกระดับตรวจสุขภาพเชิงลึก เชื่อมการแพทย์ วิจัย และนวัตกรรม สู่ Personalized Longevity
- Newsletter
- SDGs 3
- SDGs 4
- SDGs 9
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าพัฒนาระบบนิเวศด้านสุขภาพ (Health Ecosystem) เปิดตัว DPU Lab ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึก รองรับแนวคิด Personalized Longevity หรือการดูแลสุขภาพเพื่อการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพแบบเฉพาะบุคคล มุ่งนำเทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการและองค์ความรู้ด้านการแพทย์แบบบูรณาการมาใช้ประเมินสุขภาพในระดับชีวภาพ เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการวางแผนสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล พร้อมเชื่อมโยงการเรียนการสอน งานวิจัย และบริการทางการแพทย์ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคธุรกิจ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนสในอนาคต

การเปิดตัวดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “The Next Frontier of Personalized Longevity” เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ณ ห้อง 7305 อาคารเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร 7) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดยมี ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ (CIMw) และ นพ.ธณัฐ จิรบันดาลสุข ผู้บริหารบริษัท อินโนเบล โกลบอล จำกัด ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มการแพทย์เพื่อการมีอายุยืน เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์สุขภาพ และแนวทางนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล โดยได้รับเกียรติจากดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยอธิการบดีสายงานพัฒนาธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมเปิดงาน
ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยอธิการบดี สายงานพัฒนาธุรกิจ กล่าวว่า การเปิดตัว DPU Lab เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพของมหาวิทยาลัย โดยมุ่งสร้างระบบบริการและองค์ความรู้ที่เชื่อมต่อกัน ตั้งแต่ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์สุขภาพ ศูนย์สุขภาพและการฟื้นฟู ไปจนถึงโรงพยาบาล DPU เพื่อรองรับการเรียนรู้ การวิจัย การพัฒนานวัตกรรม และการให้บริการประชาชน

มหาวิทยาลัยมีแนวทางพัฒนาห้องปฏิบัติการให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์ทั่วไป การตรวจด้าน Functional Medicine ตลอดจนห้องปฏิบัติการเฉพาะทางและการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ โดยมีแผนต่อยอดไปสู่การวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์สุขภาพ อาหารเสริม เครื่องสำอาง และสมุนไพร เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
อีกหนึ่งส่วนสำคัญคือการพัฒนาพื้นที่บริการสุขภาพและการฟื้นฟู ซึ่งมหาวิทยาลัยวางแนวทางเชื่อมโยงบริการด้านเวชศาสตร์ป้องกัน เวชศาสตร์วิถีชีวิต การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพก่อนเกิดโรคมากขึ้น

ดร.พีระยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ยังมีบทบาทสนับสนุนการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้จากห้องปฏิบัติการ งานบริการ และสถานการณ์จริง รวมถึงส่งเสริมการทำวิจัยร่วมกันระหว่างคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสุขภาพ
มหาวิทยาลัยยังเตรียมขยายการบริการวิชาการและหลักสูตรด้านสุขภาพ เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ปฏิบัติงานในธุรกิจคลินิก เวลเนส และสถานบริการสุขภาพ โดยเน้นการเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ กระบวนการดูแลสุขภาพ และการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ให้เหมาะสมกับวิชาชีพ

ด้านผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ช่วยให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การมีอายุที่ยืนยาวขึ้นยังมาพร้อมความท้าทายเรื่องคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และภาวะเสื่อมตามวัย ซึ่งอาจทำให้ประชาชนต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยเป็นเวลานาน และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ระบบสาธารณสุข
ประเด็นสำคัญของการแพทย์ในอนาคตจึงอยู่ที่การเพิ่มช่วงเวลาของการมีสุขภาพดี หรือ Healthspan ให้ใกล้เคียงกับอายุขัยทั้งหมดของชีวิต หรือ Lifespan มากที่สุด เพราะเป้าหมายของการมีอายุยืนควรครอบคลุมถึงความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน การทำกิจกรรมต่าง ๆ และการดูแลตนเองได้อย่างมีคุณภาพ

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงรุก ตั้งแต่ก่อนเกิดโรค โดยอาศัยความรู้ด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) การแพทย์แบบบูรณาการ (Integrative Medicine) และการแพทย์เชิงหน้าที่ (Functional Medicine) มาศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพ ทั้งพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การนอนหลับ การออกกำลังกาย ความเครียด ระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน และการอักเสบภายในร่างกาย เพื่อให้การดูแลสุขภาพสอดคล้องกับความแตกต่างของแต่ละบุคคลมากขึ้น
ผศ.ดร.นพ.มาศ อธิบายว่า การตรวจสุขภาพทั่วไปมีบทบาทสำคัญในการคัดกรองและวินิจฉัยโรค ขณะที่แนวคิด Personalized Longevity ให้ความสนใจกับข้อมูลสุขภาพเพิ่มเติม เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพในระยะยาว โดยข้อมูลเหล่านี้ต้องผ่านการประเมินและแปลผลอย่างเหมาะสมจากบุคลากรทางการแพทย์ ก่อนนำไปประกอบการวางแผนดูแลสุขภาพ

สำหรับการพัฒนา DPU Lab มหาวิทยาลัยต้องการสร้างพื้นที่ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเข้ากับการใช้งานจริง ทั้งการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ การวิจัย และการพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพ เพื่อรองรับรูปแบบบริการทางการแพทย์ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ นพ.ธณัฐ จิรบันดาลสุข ผู้บริหารบริษัท อินโนเบล โกลบอล จำกัด กล่าวถึงบทบาทของเทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึกว่า การแพทย์เพื่อการมีอายุยืนจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางชีวภาพหลายด้านมาประกอบกัน เนื่องจากแต่ละบุคคลมีพื้นฐานสุขภาพ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และกระบวนการเปลี่ยนแปลงของร่างกายแตกต่างกัน การตรวจวิเคราะห์เฉพาะด้านจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการเพิ่มข้อมูลสำหรับการประเมินและติดตามสุขภาพ

เทคโนโลยีที่นำเสนอภายในงานครอบคลุมการตรวจวิเคราะห์ระดับ NAD+ ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทในกระบวนการทำงานของเซลล์ การประเมินอายุทางชีวภาพ (Biological Age) ด้วยการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ DNA Methylation ตลอดจนการตรวจตัวบ่งชี้ที่เกี่ยวข้องกับภาวะอักเสบและการวิเคราะห์จุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่นักวิจัยให้ความสนใจในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระบบทางเดินอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน และสุขภาพโดยรวม
การตรวจเหล่านี้มีเป้าหมายเพิ่มข้อมูลประกอบการทำความเข้าใจสภาวะร่างกายและการติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ โดยต้องพิจารณาข้อจำกัด ความแม่นยำ และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ของการตรวจแต่ละประเภทควบคู่กัน เนื่องจากการตรวจบางรายการสามารถนำมาใช้ในบริการได้แล้ว ขณะที่บางรายการยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ทดสอบ และประเมินความเหมาะสมในการนำไปใช้ทางคลินิก
นอกจากนี้ DPU Lab ยังมีแนวทางพัฒนาระบบบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างห้องปฏิบัติการ คลินิก โรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ตั้งแต่การประสานงานส่งตรวจ การจัดการข้อมูล ไปจนถึงการรายงานผลตรวจ เพื่อสนับสนุนกระบวนการดูแลสุขภาพให้มีความสะดวกและต่อเนื่องมากขึ้น