
วิทยาลัยนานาชาติ DPU โชว์ศักยภาพนักศึกษา คว้ารางวัล CWIE นานาชาติดีเด่น จากโจทย์ธุรกิจจริงสู่ตลาด APAC
- Newsletter
- 2025 การเรียนการสอน
- SDGs 4
วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โชว์ผลลัพธ์การพัฒนาศักยภาพนักศึกษาผ่านการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน หรือ CWIE หลังนักศึกษาชั้นปีที่ 4 คว้ารางวัล ประเภทโครงงาน CWIE นานาชาติดีเด่น จากโครงงาน “DRIVING STRATEGIC OPERATIONS FOR UPPASS’S EXPANSION ACROSS APAC” ซึ่งพัฒนาระหว่างการฝึกงานกับ Collective Wisdom Company Limited (UpPass) ภายในงาน DPU CWIE Day 2026 ระหว่างวันที่ 25–26 สิงหาคม 2569 ณ ชั้น 6 อาคารเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร 7) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ผศ.นงค์นุช ศรีธนาอนันต์ ผู้ช่วยอธิการบดี สำนักมาตรฐานและบริหารวิชาการ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยคณบดี ผู้บริหาร คณาจารย์ ผู้แทนสถานประกอบการ ภาคีเครือข่ายจากภาครัฐและเอกชน และนักศึกษาเข้าร่วม เพื่อสะท้อนถึงผลลัพธ์การเรียนรู้จากการทำงานจริง และเชิดชูผลงาน CWIE ที่สามารถนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปตอบโจทย์สถานประกอบการได้
อาจารย์ Simran Kayastha หัวหน้าหลักสูตรธุรกิจระหว่างประเทศ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา CWIE กล่าวว่า วิทยาลัยออกแบบการฝึกงานของนักศึกษาเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อให้นักศึกษามีเวลาเรียนรู้ระบบการทำงานจริงขององค์กรอย่างเต็มที่ โดยในปีการศึกษาที่ผ่านมา มีนักศึกษาเข้าฝึกงานรวม 11 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งในช่วงแรกอาจยังไม่คุ้นเคยกับรูปแบบการฝึกงานและสภาพแวดล้อมการทำงานในประเทศไทย อาจารย์จึงมีบทบาทสำคัญในการติดตาม ให้คำปรึกษา และช่วยแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิดตลอดกระบวนการ
แนวทางการฝึกงานของวิทยาลัยแบ่งการเรียนรู้ออกเป็นช่วง โดยประมาณ 3 เดือนแรกจะเน้นให้นักศึกษาปรับตัว ทำความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กร ระบบงาน และบทบาทหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ก่อนเข้าสู่ช่วง 2–3 เดือนหลังที่นักศึกษาจะเริ่มพัฒนาโครงงานจากปัญหาหรือโจทย์จริงของสถานประกอบการ เพื่อนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาสร้างผลงานที่ตอบโจทย์องค์กรได้จริง
สำหรับโครงงานของ Mr. Sam Chetbrathna เกิดขึ้นระหว่างการฝึกงานกับ UpPass โดยได้รับโจทย์ให้มีส่วนสนับสนุนการเติบโตเชิงกลยุทธ์ของบริษัทสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมทั้งการศึกษาตลาด การวิเคราะห์แนวทางนำโซลูชันเข้าสู่แต่ละประเทศ การประสานงานกับองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ตลอดจนการสนับสนุนการขยายธุรกิจของบริษัทในระดับภูมิภาค

อาจารย์ Simran กล่าวว่า จุดสำคัญของการฝึกงานครั้งนี้คือ สถานประกอบการไม่ได้กำหนดให้นักศึกษาทำเพียงงานย่อยหรือภารกิจสนับสนุนทั่วไป แต่เปิดโจทย์จากเป้าหมายทางธุรกิจจริงของบริษัทให้นักศึกษาได้คิด วิเคราะห์ และลงมือทำ ทำให้ Mr. Sam มีโอกาสพัฒนาขอบเขตความรับผิดชอบอย่างรวดเร็วและสร้างผลงานได้ตามเป้าหมายที่บริษัทกำหนด โดยหลังสิ้นสุดการฝึกงานประมาณ 2 เดือน ยังได้รับข้อเสนอจากบริษัทให้เข้ามารับผิดชอบงานในระดับภูมิภาคอาเซียน
การพัฒนาศักยภาพของ Mr. Sam ไม่ได้เริ่มต้นเฉพาะช่วงฝึกงานเท่านั้น ตลอดระยะเวลา 4 ปีของการศึกษา วิทยาลัยนานาชาติเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การคิดแนวคิดทางธุรกิจ การออกแบบโครงการ การพัฒนาระบบ เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน เพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์ การแก้โจทย์ การนำเสนอ และการทำงานภายใต้สถานการณ์จริง
Mr. Sam เข้าร่วมการแข่งขันและได้รับรางวัลมาแล้วมากกว่า 50 รางวัล รวมถึงมีประสบการณ์แข่งขันในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์และเวียดนาม ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยสร้างความคุ้นเคยกับการคิดเชิงธุรกิจ การทำงานภายใต้โจทย์ และการนำเสนอแนวคิดในระดับนานาชาติ ก่อนนำทักษะดังกล่าวมาต่อยอดกับการทำงานจริงในสถานประกอบการ
Mr. Sam Chetbrathna กล่าวถึงการได้รับรางวัลครั้งนี้ว่า รู้สึกภาคภูมิใจ เพราะรางวัลเกิดจากทั้งโอกาสและการสนับสนุนที่ได้รับจากวิทยาลัยและสถานประกอบการ และถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญช่วงท้ายของชีวิตการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย โดยมองว่ารางวัลนี้มีความหมายมากกว่าความสำเร็จส่วนบุคคล เพราะแสดงถึงประสบการณ์และการสนับสนุนที่ได้รับจากวิทยาลัยนานาชาติตลอด 4 ปี ซึ่งช่วยเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่โลกการทำงานจริง
นอกจากนี้ Mr. Sam ยังระบุอีกว่า ระหว่างการฝึกงานกับ UpPass ตนได้รับโจทย์ที่เชื่อมโยงกับการขยายธุรกิจของบริษัทไปยังตลาดในภูมิภาค โดยทำงานเกี่ยวกับการศึกษาตลาดและแนวทางนำโซลูชันของบริษัทเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประสานและเชื่อมโยงกับหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง
ลักษณะงานดังกล่าวเปิดโอกาสให้ใช้ทั้งความรู้ด้านธุรกิจ ความเข้าใจตลาดในภูมิภาค และประสบการณ์จากการทำโครงการและการแข่งขันที่สั่งสมมาตลอดการศึกษา มาประยุกต์กับโจทย์จริงของบริษัท จนต่อยอดจากสถานะนักศึกษาฝึกงานไปสู่โอกาสทำงานและรับผิดชอบงานในระดับภูมิภาค

ด้าน นายพชร กีรติวิรัชการ CFO บริษัท Collective Wisdom Company Limited (UpPass) กล่าวว่า ผลงานของ Mr. Sam มีคุณค่าต่อบริษัท โดยเฉพาะการนำความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาช่วยศึกษาตลาด เนื่องจากแต่ละประเทศมีความแตกต่างทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม พฤติกรรมผู้บริโภค กฎระเบียบ และรูปแบบการดำเนินธุรกิจ การมีผู้ที่เข้าใจภูมิภาคเข้ามาช่วยวิเคราะห์จึงทำให้บริษัทสามารถมองเห็นแนวทางนำโซลูชันเข้าสู่แต่ละตลาดได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
UpPass เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนาโซลูชันด้านการป้องกันการฉ้อโกงและความปลอดภัยของข้อมูล โดยให้ความสำคัญกับการสร้างกลไกป้องกันก่อนเกิดเหตุ ทั้งความเสี่ยงจากสแกมเมอร์ การโจรกรรมข้อมูล การปลอมแปลงตัวตน และการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของธุรกรรมในโลกดิจิทัล
นายพชร กล่าวว่า การขยายเทคโนโลยีจากตลาดเดิมไปสู่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจึงไม่ได้อาศัยประสิทธิภาพของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจตลาด ผู้ใช้ กฎระเบียบ และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศควบคู่กัน ซึ่งเป็นส่วนที่ Mr. Sam เข้ามามีบทบาทในการศึกษาตลาดและสนับสนุนการวางแนวทางเข้าสู่ประเทศต่าง ๆ
ในมุมของผู้ดูแลการฝึกงาน นายพชรมองว่า Mr. Sam มีความตั้งใจและจริงจังกับงานสูง รวมถึงมีวิธีคิดแบบเจ้าของกิจการ ไม่ได้มองโจทย์จากมุมของนักศึกษาฝึกงานเพียงอย่างเดียว แต่พยายามคิดว่า หากตนเองเป็นผู้บริหารจะตัดสินใจอย่างไร และควรขับเคลื่อนงานไปในทิศทางใด
“สิ่งที่ Mr. Sam มีคือความเป็นเจ้าของกิจการ เขาคิดเหมือนตัวเองเป็นผู้บริหารในทุกห้องประชุมและทุกการตัดสินใจ ส่วนสิ่งที่เราต้องช่วยเติมคือประสบการณ์และกรอบในการตัดสินใจ คนรุ่นใหม่มีไอเดียและความกล้าอยู่แล้ว หน้าที่ของผู้ดูแลคือช่วยกำหนดกรอบว่าเรื่องใดสามารถเดินหน้าต่อได้ เรื่องใดต้องระมัดระวัง และเปิดพื้นที่ให้เขาได้ลงมือทำจริงมากที่สุด” นายพชร กล่าว

นายพชร ยังมองว่า การมีอาจารย์คอยเป็นที่ปรึกษาและติดตามนักศึกษาระหว่างการฝึกงานมีความสำคัญ เพราะการเปลี่ยนผ่านจากชีวิตในมหาวิทยาลัยเข้าสู่สถานที่ทำงานมีรายละเอียดหลายด้านที่นักศึกษาอาจยังไม่เคยพบจากในห้องเรียน ตั้งแต่การวางตัว การสื่อสาร ไปจนถึงการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมขององค์กร การมีอาจารย์ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดจึงช่วยลดช่องว่างระหว่างห้องเรียนกับโลกการทำงาน และสนับสนุนให้นักศึกษาสามารถแสดงศักยภาพในสถานประกอบการได้เต็มที่
ขณะเดียวกัน โลกการทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นายพชร มองว่า ในยุคที่ AI ทำให้การเข้าถึงองค์ความรู้และทักษะทางเทคนิคทำได้ง่ายขึ้น ความสามารถที่คนทำงานต้องมีมากขึ้นคือการคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม เข้าใจตลาด และรู้ว่าจะนำเทคโนโลยีไปใช้ตอบโจทย์ผู้ใช้จริงอย่างไร
“ความเป็นตัวของตัวเองและความกล้าตั้งคำถามถือเป็นข้อได้เปรียบของเด็ก Gen Z เพราะแสดงถึงความกล้าคิดต่างจากรูปแบบการทำงานเดิม รวมถึงการตั้งคำถามถึงเส้นทางอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่อายุยังน้อย อย่างไรก็ตาม หากเลือกเข้าสู่ระบบการทำงานในองค์กร ก็ต้องเรียนรู้กติกา มีความรับผิดชอบ และอดทนต่อภาระงานที่อาจไม่ได้ตรงกับความชอบทุกเรื่อง โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างความเป็นตัวเองกับการทำงานภายใต้ระบบองค์กร” นายพชร กล่าวทิ้งท้าย
ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ได้ที่ https://www.dpu.ac.th/en/international-college/

