
คณะแพทย์แผนตะวันออกบูรณาการ DPU ผนึก Chamchan ผลิต “ยาขี้ผึ้งสมุนไพรทาน้ำกัดเท้า” ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.นนทบุรี ยกระดับศักยภาพนักศึกษาเรียนจริง-ทำจริง พร้อมทำงานทันที
- Newsletter
- SDGs 3
- SDGs 17
คณะการแพทย์แผนตะวันออกบูรณาการ (OMed) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นำโดย ผศ.พทป.ชวภณ พุ่มพงษ์ รักษาการคณบดี ร่วมกับ คุณธนานิษฐ์ สิริไอยราวัชร ผู้อำนวยการ Chamchan Herbal Holistic Health Clinic ผลิต “ยาขี้ผึ้งแก้น้ำกัดเท้า” จำนวนกว่า 1,000 ตลับ เพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม ณ เทศบาลเมืองท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยมีรองนายกเทศมนตรีเมืองท่าอิฐ และเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองท่าอิฐ เป็นผู้รับมอบ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569

โดยการลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการภารกิจบริการวิชาการเข้ากับการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรการแพทย์แผนไทย DPU ที่นำองค์ความรู้ด้านเภสัชกรรมแผนไทยมาแปรรูปเป็นนวัตกรรมยาสมุนไพรที่พร้อมใช้งานจริง เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงปฏิบัติงานในสถานการณ์จริงนอกห้องเรียน พร้อมทั้งวางโครงสร้างการผลิตยาสมุนไพรรองรับภาวะวิกฤตภัยพิบัติต่าง ๆ ในระยะยาว เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนแบบองค์รวมอย่างยั่งยืน
ผศ.พทป.ชวภณ พุ่มพงษ์ รักษาการคณบดี คณะการแพทย์แผนตะวันออกบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดใจถึงการดำเนินงานครั้งนี้ว่า เกิดจากความมุ่งมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่ยึดเอาการดูแลประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในยามเกิดวิกฤตภัยธรรมชาติ
"ศาสตร์การแพทย์แผนไทยคลุกคลีกับวิถีชีวิตคนไทยมาช้านาน ความสุขและความทุกข์ของผู้ป่วยจึงเป็นสิ่งที่เราต้องรับรู้และพร้อมช่วยเหลือเพื่อดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งกายและใจไปพร้อมกัน ซึ่งในฐานะสถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนในหลักสูตรการแพทย์แผนไทย เราพร้อมนำภารกิจบริการวิชาการเข้าถึงเครือข่ายที่กำลังประสบภาวะวิกฤต เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสุขภาพ เป็นที่พึ่งและบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชนในยามเจ็บป่วยหรือประสบภัยธรรมชาติ เพราะหมอแผนไทยไม่ทอดทิ้งประชาชน" ผศ.พทป.ชวภณ อธิบาย

นอกเหนือไปจากมิติด้านการบริการสังคมแล้ว ผศ.พทป.ชวภณ กล่าวต่ออีกว่า การลงพื้นที่จริงช่วยให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยจริง ซึ่งไม่เพียงเป็นโอกาสสำคัญในการนำความรู้จากห้องเรียนมาปฏิบัติจริงในสถานการณ์ภาคสนาม แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักศึกษาเมื่อจบออกไปมีสายงานรองรับที่หลากหลาย
"อันดับแรกคือความตื่นเต้นจากการได้ฝึกประสบการณ์จริงกับคนไข้จริง พอไปเจอสถานการณ์จริง ไปเจอพี่ป้าน้าอา นักศึกษาจะได้เรียนรู้ว่าจะต้องวางตัวความเป็นหมอยังไง ต้องฝึกทักษะการสื่อสารยังไง ซึ่งด้วยความที่การแพทย์แผนไทยเป็นการทำงานดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ครอบคลุมหลากหลายด้าน เราจึงมีทั้งการบูรณาการระหว่างการเรียนการสอนกับการบริการวิชาการ การฝึกปฏิบัติจริงในห้องแล็บ เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียน จำ ทำง่าย ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนการสอนเรา และส่งผลให้บัณฑิตของเราที่จบออกไปแล้วสามารถทำงานได้ทันทีและทำได้หลากหลาย ไม่มีตกงาน"

สำหรับตำรับยาขี้ผึ้งสมุนไพรทาน้ำกัดเท้า คิดค้นโดย อาจารย์ พท.ป. เกศชฎา โชติพูล ผ่านการประยุกต์ใช้ศาสตร์เภสัชกรรมแผนไทย โดยเลือกใช้วัตถุดิบทางธรรมชาติอย่างเปลือกมังคุดที่มีสรรพคุณสมานแผลและแก้อักเสบ ผสมผสานกับขมิ้นชันที่ช่วยลดอาการผื่นคัน ควบคู่กับการใช้พิมเสนและการบูรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและให้ความรู้สึกเย็นสบาย
นอกจากนี้ คณะยังได้วางแผนการผลิตยาสมุนไพรเชิงรุกเพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตการณ์ตามฤดูกาลอย่างเป็นระบบ เช่น การผลิตยาสมุนไพรเสริมภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดก่อนช่วงปลายฝนต้นหนาว และการผลิตยาขี้ผึ้งทาน้ำกัดเท้ายามอุทกภัย เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ทันต่อสถานการณ์

"เรามีการเตรียมวิกฤตเป็นช่วงๆ ก่อนหน้านี้ช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เรามีการผลิตยาสมุนไพรดูแลประชาชน ส่วนช่วงนี้น้ำท่วมเราก็ทำแผนเตรียมยาขี้ผึ้งทาน้ำกัดเท้าไว้รองรับ ถัดจากนี้บ้านเราจะเข้าปลายฝนต้นหนาวก็จะเป็นเรื่องของยาสมุนไพรเสริมภูมิคุ้มกันที่เตรียมไว้ป้องกันโรคไข้หวัด ถ้าหน่วยงานไหนสนใจร่วมมือกับเราสามารถติดต่อได้เลย" ผศ.พทป.ชวภณ เผย
“ส่วนในเร็วๆ นี้ นักศึกษาก็จะไปออกหน่วยบริการสุขภาพชุมชนที่วัดบัวขวัญและศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ ทดลองปฏิบัติ เห็นพัฒนาการและมุมมองที่กว้างขึ้น เช่น จากเดิมที่ทำผลิตภัณฑ์พื้นฐานอย่าง ขี้ผึ้ง ยาหม่อง ยาดม เพื่อดูแลตัวเองก็สามารถต่อยอดไปสู่เชิงธุรกิจ หรือพัฒนาเป็นวิสาหกิจชุมชนที่ผลิตและจำหน่ายได้เอง ต่อด้วยการศึกษาดูงานสวนสมุนไพร คลินิก และโรงงานผลิตยาอุตสาหกรรมของเครือข่ายศิษย์เก่า เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งระบบ ตั้งแต่ระดับเกษตรกรไปจนถึงการเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ"

สำหรับการดำเนินงานทั้งหมดนี้นับเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนแนวคิด “Potentialigence” ของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมการศึกษาที่มุ่งเน้นการค้นหาและพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ ทำงานใกล้ชิดกับภาควิชาชีพ และ องค์กรพันธมิตร เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานยุคใหม่อย่างแท้จริง พร้อมตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งในครั้งนี้ตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาทั้งด้านการมีสุขภาวะที่ดี (SDG 3) การศึกษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพ (SDG 4) และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 17) เพื่อตอกย้ำการเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่มุ่งสร้างบุคลากรทางการแพทย์และสุขภาพสู่อนาคต โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร ความรู้ด้านสุขภาพ หรือกิจกรรมบริการวิชาการเพิ่มเติมได้ที่ www.dpu.ac.th/th/faculty-of-integrative-oriental-medicine หรือ Facebook คณะการแพทย์แผนตะวันออกบูรณาการ Faculty of Integrated Oriental Medicine
