Hub of Net Zero DPU หนุน IRC คว้าฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ดันธุรกิจไทยสู่ Net Zero

22 พฤษภาคม 2567
รัชพล ธนศุทธิสกุล
  • SDGs 12
  • SDGs 9
  • SDGs 13
  • SDGs 17

ยางในรถจักรยานยนต์สังเคราะห์ ของบริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ IRC ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือกับศูนย์ Hub of Net Zero มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)

ซึ่งความร่วมมือนี้เป็นผลจากการลงนามบันทึกความร่วมมือ MOU ระหว่าง มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และ บริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ IRC เมื่อเดือนธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา จึงได้มีการจัดตั้งคณะทำงานระหว่างสองหน่วยงานขึ้นในเดือนมกราคม โดยมีเป้าหมายเพื่อประเมินและขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นผลิตภัณฑ์ (CFP) กับองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO โดยตั้งเป้าหมายไว้ 4 ผลิตภัณฑ์ โดยเริ่มจากผลิตภัณฑ์ยางในรถจักรยานยนต์สังเคราะห์ชนิดบิวทิล 2.25-17BP ก่อน

สำหรับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นทั้งผลิตภัณฑ์และองค์กร เป็นขั้นตอนแรกที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็น Netzero หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยประเทศไทยตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2060 องค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องประเมินเพื่อทราบว่ากิจกรรมต่าง ๆ ของตนเองนั้นปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ เพื่อจะหาทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงในอนาคต

ดร.วริศ ลิ้มลาวัลย์ รองคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ (IC) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในฐานะหนึ่งในคณะทำงานของศูนย์ Hub of Net Zero DPU หน่วยงานที่ให้คำปรึกษาในด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการให้ความรู้และส่งเสริมแลกเปลี่ยนและซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างหน่วยงานให้กับผู้สนใจทั่วไป ได้ร่วมกันประเมินและขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นผลิตภัณฑ์ (CFP) ให้กับ บริษัท IRC ได้กล่าวว่า “คณะทำงานของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ใช้เวลายาวกว่า 4 เดือนในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์แรกได้สำเร็จซึ่งก็คือยางในรถจักรยานยนต์สังเคราะห์ หลังจากได้ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์แล้ว บริษัทจะได้รับฉลากที่สามารถนำไปติดที่บรรจุภัณฑ์ (packaging) ของผลิตภัณฑ์ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางด้านสิ่งแวดล้อม

“ทั้งนี้การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ถือเป็นบอกจำนวนก๊าซเรือนกระจกที่ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ผลิตต่อหนึ่งหน่วยสินค้า ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบแล้วนำไปแปรรูปผลิตจนถึงการจัดจำหน่ายและย่อยสลาย ซึ่งในปัจจุบันมีองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ตื่นตัวและให้ความสนใจเกี่ยวกับการลดการเกิดคาร์บอนฟุตพริ้นท์มากขึ้น สอดรับกับการตื่นตัวในกลุ่มผู้บริโภคที่จะเลือกซื้อสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขั้นตอนการผลิตน้อยกว่าสินค้าชนิดเดียวกัน”

อย่างไรก็ในส่วนของภาครัฐเองก็มีส่วนในการกระตุ้นให้ผู้ประกอบ องค์กร หรือหน่วยงานต่าง ๆ มีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีในการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งในด้านสมรรถนะด้านการแข่งขันคาร์บอนฟุตพริ้นท์ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันในตลาดระดับโลกได้ด้วย เนื่องจากหลายประเทศเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญโดยมีการนำคาร์บอนฟุตพริ้นท์มาใช้กันแล้ว ตัวอย่างเช่นการตั้งมาตรการทางภาษีนำเข้าสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูง เช่น Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป เป็นต้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหากการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะมีความสำคัญมากขึ้นสำหรับธุรกิจในอนาคต