DPU วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส ชี้วิกฤตยาไทย ดันสมุนไพรสู่ความมั่นคงสุขภาพประเทศ

01 เมษายน 2569
รัชพล ธนศุทธิสกุล
  • Newsletter

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ กำลังส่งผลกระทบต่อต้นทุนและความเสี่ยงในการนำเข้ายาของประเทศไทย ที่ยังพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ประกอบกับจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยิ่งเป็นแรงกดดันสำคัญต่อระบบสุขภาพ รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรของสหประชาชาติ และคณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ชี้ว่าสถานการณ์ดังกล่าวทำให้ “ยาสมุนไพรไทย” กลายเป็นทางเลือกสำคัญที่ต้องเร่งขับเคลื่อนในระดับนโยบายและระบบบริการสุขภาพของประเทศ

รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุรพจน์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้ายาและวัตถุดิบจากต่างประเทศสูงถึงประมาณ 80% แม้จะมีการผลิตยาในประเทศ แต่ยังต้องนำเข้าสารสำคัญทางยา (API) เกือบทั้งหมด ส่งผลให้เมื่อเกิดสถานการณ์สงคราม ต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งที่เพิ่มขึ้นจะกระทบต่อราคายาและความเสี่ยงในการขาดแคลน ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายด้านยาของประเทศมีมูลค่าสูงกว่า 235,000 ล้านบาท (พ.ศ.2568) และเติบโตเฉลี่ยปีละ 6–8% สาเหตุหลักเกิดจากการเพิ่มขึ้นของโรค NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคไต เป็นต้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่องในระยะยาว

• การพลิกวิกฤตเป็นโอกาสด้วยยาสมุนไพรไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุรพจน์ ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตดังกล่าวควรถูกใช้เป็นโอกาสในการยกระดับ “ยาสมุนไพรไทย” ให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบสุขภาพ เนื่องจากประเทศไทยมีต้นทุนที่เข้มแข็งมั่นคงทั้งด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และบุคลากรทางการแพทย์แผนไทยที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายการประกอบวิชาชีพตามพระราชบัญญัติวิชาชีพแพทย์แผนไทย พ.ศ.2556 และการพัฒนายาสมุนไพรตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ.2562 ซึ่งสามารถต่อยอดสู่การพึ่งพาตนเองด้านยาได้ในระยะยาว

“ปัจจุบันแนวโน้มของโลกให้ความสำคัญกับยาสมุนไพรมากขึ้น โดยเฉพาะในยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งหันมาให้ความสำคัญกับยาสมุนไพร การแพทย์ดั้งเดิม และการแพทย์ทางเลือกมากขึ้น พร้อมกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดของยาเคมี ทั้งในด้านผลข้างเคียงและการรักษาโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในหลายโรค ยาสมุนไพรจึงเข้ามามีบทบาททั้งในฐานะทางเลือกและการรักษาเสริม ควบคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน” คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพด้านยาสมุนไพรสูง แต่มูลค่าการใช้ยาสมุนไพรในระบบสุขภาพยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับยาเคมี โดยเฉพาะยาสมุนไพรที่กำหนดไว้ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งยังคงจำกัดอยู่ในกลุ่มยาสมุนไพรรักษาโรคพื้นฐานด้วยมูลค่าประมาณปีละ 1,900 ล้านบาท ในขณะที่ตำรับยาสมุนไพรที่มีศักยภาพสูงยังไม่ได้รับการผลักดันเข้าสู่ระบบอย่างเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะการรักษาโรค NCDs

• นวัตกรรมสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพรไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุรพจน์ กล่าวต่อว่า นวัตกรรมสุขภาพในปัจจุบันขยายความหมายกว้างกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ โดย “การแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพรไทย” ได้รับการยกระดับให้เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญ ผ่านการต่อยอดองค์ความรู้ดั้งเดิมควบคู่กับหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพัฒนาให้สามารถนำไปใช้ในระบบสุขภาพได้อย่างมีมาตรฐานและได้รับความยอมรับอย่างแพร่หลาย ตามแนวทางที่กำหนดในยุทธศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมขององค์การอนามัยโลก พ.ศ.2568-2577

“แก่นของการพัฒนาอยู่ที่การคัดเลือกตำรับยาที่มีองค์ความรู้ชัดเจน มาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีการสกัด การควบคุมคุณภาพ และต่อยอดด้วยการวิจัยทางคลินิก เพื่อยืนยันทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยเฉพาะในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งการแพทย์แผนไทยมีบทบาททั้งในด้านการรักษา และการใช้ร่วมกับยาเคมีเพื่อลดผลข้างเคียง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มะเร็ง นอนไม่หลับ ความเครียดสูง การบำรุงระบบไตและตับ เป็นต้น และเน้นการฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม” คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU กล่าว

ขณะเดียวกัน สมุนไพรไทยยังสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มได้หลากหลาย ทั้งยา ผลิตภัณฑ์ส่งเสริมสุขภาพ อาหารเสริม และเวชสำอาง ซึ่งสอดรับกับทิศทางของธุรกิจ Wellness Economy ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลกที่เน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เป็นจุดแข็งของการแพทย์แผนไทยโดยครอบคลุมตั้งแต่การรักษาโรค การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ดูแลสุขภาพจิต การชะลอวัย ไปจนถึงการดูแลผู้สูงอายุ สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการต่อยอดภูมิปัญญาสู่โอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต

• นวัตกรรมการศึกษาแพทย์แผนไทยของ DPU

ในด้านการพัฒนากำลังคน รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุรพจน์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้ออกแบบการเรียนการสอนด้านการแพทย์แผนไทยให้เชื่อมโยงกับการวิจัยและการปฏิบัติจริง โดยมุ่งผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถทั้งด้านการรักษาโรค โดยเฉพาะในกลุ่มโรค NCDs และการพัฒนานวัตกรรมยาสมุนไพรในระดับสากล ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาไทยที่พัฒนาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีสมุนไพรขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีการสกัดสารสำคัญ การควบคุมคุณภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการวิจัยควบคู่กันไป

“ในระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยได้ออกแบบหลักสูตรให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ให้กับยาสมุนไพรไทย ผ่านงานวิจัยทางคลินิกและการพัฒนาตำรับยา โดยใช้โจทย์จากปัญหาจริงมาต่อยอดสู่การใช้งานจริง ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างครบวงจร ทั้งคลินิกแพทย์แผนไทยต้นแบบ ศูนย์ฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงงานผลิตยาสมุนไพรและโรงงานสกัดสมุนไพร เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงตั้งแต่การศึกษา การวิจัย ไปจนถึงการให้บริการและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต” คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.ภก.สุรพจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ยาสมุนไพรไทยควรถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของความมั่นคงทางยาของประเทศ โดยจะต้องพัฒนาไปพร้อมกับระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ การสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพและคุณภาพสูง และการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เทียบเท่าระดับสากล โดยใช้ฐานของยาสมุนไพรจากภูมิปัญญา ซึ่งหากสามารถขับเคลื่อนสมุนไพรไทยเข้าสู่ระบบสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม จะไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าและลดความเสี่ยงในภาวะวิกฤต ยังสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยกระดับประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและเวลเนสในระดับนานาชาติได้ในอนาคต