
ศิลปกรรมศาสตร์ DPU โชว์พลังผ้าทอย้อมธรรมชาติ สู่แฟชั่นรักษ์โลก SX 2025
- 2025 สังคมยั่งยืน
- 2025 วิจัย
- SDGs 8
- SDGs 11
- SDGs 17
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมนำเสนอนิทรรศการผลงานผ้าทอและผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ที่เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ระหว่างนักวิจัย อาจารย์ และนักศึกษา สร้างสรรค์จากภูมิปัญญาการย้อมสีธรรมชาติของชุมชนมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า ผ้าพันคอ และของใช้แฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในงาน Sustainability Expo 2025 (SX 2025) มหกรรมด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก” (Sufficiency for Sustainability) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กันยายน – 5 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร

กิจกรรมภายในงานนอกจากทางคณะศิลปกรรมศาสตร์ร่วมจัดเวิร์กชอปสร้างมูลค่าเพิ่มจากเศษผ้า เพื่อส่งเสริมแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนแล้ว ยังมีการเปิดเวทีเสวนา “ลายผ้าจากอัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่ทรัพย์สินทางปัญญา สร้างมูลค่าและความยั่งยืนให้ชุมชน” ที่เกิดจากการรวมตัวจากสองคณะ ได้แก่ คณะศิลปกรรมศาสตร์ นำโดย ผศ.กมลศิริ วงศ์หมึก คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัย และ ผศ.กมลวรรณ พัชรพรพิพัฒน์ สารสุข นักวิจัย หัวหน้าหลักสูตรการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ร่วมกับคณะรัฐประศาสนศาสตร์ โดยมีผศ.นิติพล ธาระรูป นักวิจัย อาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ พร้อมด้วยนางทองใบ สาโรจน์ ประธานวิสาหกิจชุมชนร้อยรักษ์ อ.ปทุมรัตต์จ.ร้อยเอ็ด ร่วมถ่ายทอดกระบวนการทำงานวิจัยร่วมกับชุมชน ตั้งแต่การเก็บข้อมูลเรื่องเล่าและวิถีชีวิตของชาวบ้านนำมาสร้างแรงบันดาลใจแปลงเป็นลวดลาย จดลิขสิทธิ์ลายต้นแบบและพัฒนาสินค้าเชิงพาณิชย์ต่อยอดเป็นแบรนด์ของตนเอง

• จากการค้นพบสู่กรอบวิจัย 3 มิติ
ผศ.กมลศิริ วงศ์หมึก คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย อธิบายว่า จุดเริ่มต้นของโครงการนี้เกิดจากการลงพื้นที่เพื่อจัดทำแผนพัฒนาชุมชน ซึ่งทำให้ทีมวิจัยได้ค้นพบว่า “หมู่บ้านฮ่องแฮ่” อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด เป็นหนึ่งในไม่กี่ชุมชนที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาการทอผ้าและการย้อมสีธรรมชาติไว้อย่างเหนียวแน่น ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่หลายชุมชนหันไปใช้สีเคมีแทน ภูมิปัญญาที่ชุมชนยังคงสืบทอดนี้จึงเป็นจุดแข็งที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างวิถีชีวิต ผู้คน และธรรมชาติ ทีมวิจัยมองเห็นศักยภาพที่จะต่อยอดเป็นงานสร้างสรรค์ที่มีคุณค่าทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ จึงได้เริ่มพัฒนาคอลเลกชันพร้อมทั้งต่อยอดขอทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ประจำปีงบประมาณ 2567 เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในพื้นที่
“โครงการนี้วางกรอบการทำงานใน 3 มิติ ที่เป็นรากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้แก่ มิติสุขภาวะชุมชน ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งกาย ใจ และสังคม มิติอัตลักษณ์ ซึ่งเน้นการสกัดเรื่องเล่าและคุณค่าที่สืบทอดมาจากรากเหง้าของท้องถิ่น และมิติการออกแบบ ที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมกับนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ชุมชนสามารถก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง การทำงานในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและความแตกต่าง แต่ยังช่วยสร้างทรัพย์สินทางปัญญาที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและเสริมพลังให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ DPU ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย กล่าว

• ข้อมูลเชิงสังคมศาสตร์ที่เปิดโลกชุมชน
ด้าน ผศ.นิติพล ธาระรูป นักวิจัย อาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้รับผิดชอบการเก็บข้อมูลเชิงสังคมศาสตร์ กล่าวว่า ทีมวิจัยได้เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการใช้ประวัติปากเปล่า ครอบคลุมทั้งครัวเรือน กลุ่มทอผ้า ผู้นำชุมชน และหน่วยงานรัฐ ก่อนนำมาสังเคราะห์เป็น 4 ธีมหลักของชุมชน ได้แก่ วัฒนธรรมและประเพณี เช่น บุญผะเหวด บุญข้าวประดับดิน และบุญข้าวจี่ สถานที่และจิตวิญญาณของท้องถิ่น เช่น ศาลปู่ตา วัด และแหล่งน้ำ–โขดหินคลองบ้านฮ่องแฮ่ สังคมและทุนทางสังคม เช่น การลงแขกเกี่ยวข้าวและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม้ย้อมสี ดิน น้ำ และทุ่งนา ซึ่งเป็นฐานวัสดุสำคัญสำหรับงานสีธรรมชาติ
ขณะเดียวกันยังพบประเด็นสำคัญเรื่องสุขภาวะของคนทำงานฝีมือ เนื่องจากงานทอผ้าและย้อมสีต้องอาศัยความละเอียดและทำซ้ำ หากผู้ผลิตมีอาการเมื่อยล้าหรือเครียด งานที่ได้จะขาดคุณภาพ จึงได้เสนอแนวทางดูแลสุขภาพที่ชุมชนทำได้เอง เช่น การยืดเหยียด การนวดคลายเส้น และการดูแลสุขภาพจิต เพื่อให้คุณภาพชีวิตและคุณภาพงานเดินหน้าไปพร้อมกัน

• จากเรื่องเล่าสู่ภาษาของการออกแบบ
ผศ.กมลวรรณ พัชรพรพิพัฒน์ สารสุข นักวิจัย หัวหน้าหลักสูตรการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวเสริมว่า หลังจากได้ข้อมูลภาคสนามมาแล้ว ทีมงานได้นำมาแปลงเป็นภาษาดีไซน์ โดยจัดทำสตอรีไลน์และมู้ดโทนบุ๊ก จากนั้นเชิญผู้เชี่ยวชาญร่วมคัดเลือกกลุ่มสีอัตลักษณ์ที่ได้จากสีย้อมธรรมชาติ ซึ่งมีความแตกต่างไปตามฤดูกาล ก่อนจะนำมาพัฒนาเป็นลายทอและผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า และผ้าพันคอ กระบวนการทั้งหมดผ่านการประเมินซ้ำกับผู้เชี่ยวชาญและการทดสอบตลาดกับผู้บริโภคกว่า 200 คน ผลการคัดเลือกพบว่า “พาเลตต์ทุ่งกุลาร้องไห้” ซึ่งประกอบด้วยโทนเหลือง ทอง เขียว น้ำตาล และเพิ่มเติมสีฟ้าเพื่อสื่อท้องฟ้าและความสดใสของทุ่งกุลา เป็นกลุ่มสีที่ตอบโจทย์ได้ทั้งด้านอัตลักษณ์และความร่วมสมัย
ขณะเดียวกันทีมยังได้ออกแบบลายผ้าเล่าเรื่องจำนวน 4 ลาย ได้แก่ “ทุ่งกุลารุ่งเรืองรอง” ที่สื่อถึงแสงเช้าอาบยอดข้าว “รวงทองแห่งท้องทุ่ง” ที่ถ่ายทอดลวดลายของรวงข้าวชูรวงขึ้นสู่ฟากฟ้า “อรุณรุ่งที่ทุ่งกุลา” ที่ไล่เฉดสีทอง เขียว และฟ้า ตามทิวทัศน์รอบหมู่บ้าน และ “ผืนนาห่มแสงทอง” ที่ผสานสีของดิน ทุ่ง และธรรมชาติอย่างลงตัว ลายทั้งหมดได้รับการจดลิขสิทธิ์ในนามมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของชุมชนในการผลิตและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้

• เสียงจากหัวใจของแม่ทองใบ
ขณะที่ นางทองใบ สาโรจน์ ประธานวิสาหกิจชุมชนร้อยรักษ์ อ.ปทุมรัตต์อ.ร้อยเอ็ด กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า การได้ร่วมงานกับทีม DPU ชุมชนสามารถพัฒนาผืนผ้าให้มีเรื่องเล่าและกลุ่มสีที่ชัดเจน ทำให้มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่ขายได้เพียงหลักร้อย กลายเป็นสินค้าที่จำหน่ายได้ในหลักพัน การทำงานแบบกระจายงานไปยังแต่ละครัวเรือนยังช่วยให้ทุกบ้านมีรายได้สม่ำเสมอ และลูกหลานได้มีส่วนร่วมทำงานในชุมชน ไม่เพียงเป็นรายได้เสริม แต่ยังทำให้คนรุ่นใหม่กลับมาภูมิใจในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษและเลือกที่จะสืบสานต่อไป
“แต่ก่อนงานทอผ้าของชุมชนมักถูกมองว่าเป็นเพียงงานครัวเรือนที่ทำสืบต่อกันมาเพื่อใช้เองหรือขายเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่การได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย ทำให้ชาวบ้านได้เห็นคุณค่าใหม่ของสิ่งที่ตนเองมี ทั้งการย้อมสีจากเปลือกไม้ ใบไม้ และพืชท้องถิ่นที่แตกต่างกันในแต่ละฤดูกาล กลายเป็นจุดเด่นที่ตลาดให้ความสนใจมากขึ้น ทุกวันนี้ความสุขไม่ได้มาจากการขายผ้าได้ราคาเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการได้เห็นรอยยิ้มของเพื่อนบ้านที่มีรายได้เพิ่มขึ้น ได้เห็นลูกหลานกลับมาช่วยงาน และได้เห็นชื่อของหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ถูกพูดถึงบนเวทีระดับประเทศคือความภูมิใจสูงสุดที่เงินไม่อาจซื้อได้” นางทองใบ กล่าวทิ้งท้าย
ภายในงานคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังร่วมกับ 10 สถาบันการศึกษา จัดแฟชั่นโชว์นำเสนอผลงานการออกแบบผ้าทอจาก 14 ชุมชน โดย DPU ได้นำเสนอ 3 คอลเลกชัน รวม 14 ชุด ที่ใช้ผ้าทอจากกลุ่มทอผ้าบ้านไทรงาม จ.สระแก้ว ที่สะท้อนกลิ่นอายทางวัฒนธรรมและธรรมชาติผ่านมุมมองแฟชั่นร่วมสมัย โดยคอลเลกชันแรกชื่อ “Rhythms of the Heet – A Journey Through Isan Traditions” เครื่องแต่งกายสตรี 5 ชุด ได้รับแรงบันดาลใจจากฮีตอีสานผสมผสานสไตล์รีสอร์ทแวร์ คอลเลกชันที่สองชื่อ “Wings in the Wild” เครื่องแต่งกายบุรุษ 4 ชุด ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากหมู่ภมรและผีเสื้อในปางสีดา สอดประสานกับสไตล์ GORP Core ส่วนคอลเลกชันที่สามชื่อ “The Unisex Camouflage Butterfly” เครื่องแต่งกายยูนิเซ็กซ์ 5 ชุด ถ่ายทอดความขัดแย้งระหว่างการพรางตัวกับความโดดเด่นของลายผีเสื้อ ผ่านลุคแบบ tactical ผสานความเป็นธรรมชาติอย่างลงตัว ซึ่งเป็นผลงานที่ดึงดูดความสนใจจากผู้ร่วมงานได้เป็นอย่างมาก

