ศิลปกรรมศาสตร์ DPU สร้างศักยภาพนักศึกษาผ่านโจทย์จริง ออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ชุมชนร้อยรักษ์ จ.ร้อยเอ็ด ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าทอสู่ความยั่งยืน

15 กรกฎาคม 2569
รัชพล ธนศุทธิสกุล
  • Newsletter
  • 2025 การเรียนการสอน
  • SDGs 8
  • SDGs 11
  • SDGs 12

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นำนักศึกษาหลักสูตรออกแบบสภาพแวดล้อมภายใน ลงพื้นที่ชุมชน “ร้อยรักษ์” ตำบลปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด ในโครงการ “ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนทอผ้าร้อยรักษ์” ในการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ด้านผ้าทอ โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านการออกแบบเข้ากับการเรียนการสอนจริง ภายใต้การสนับสนุนจากโครงการ eisa (Education Institute Support Activity) โดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เพื่อยกระดับพื้นที่ชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านผ้าทอครบวงจร

“โครงการศูนย์การเรียนรู้ชุมชนทอผ้าร้อยรักษ์” เกิดขึ้นจากโจทย์ของชุมชนที่ต้องการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านผ้าทอครบวงจร และเป็นพื้นที่กลางสำหรับต้อนรับผู้มาเยือนให้เรียนรู้กระบวนการพัฒนาผ้าทอตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยคณะศิลปกรรมศาสตร์ ได้นำองค์ความรู้ด้านการออกแบบจากหลายสาขามาบูรณาการกับการเรียนการสอนจริง ทั้งสาขาแฟชั่นที่ร่วมพัฒนาลายผ้า การย้อมสี และการสร้างเอกลักษณ์จากพื้นถิ่น และสาขาออกแบบภายในที่เข้ามาพัฒนาสภาพแวดล้อมของพื้นที่ โดยตั้งเป้าพัฒนาชุมชนร้อยรักษ์ บ้านแม่ทองใบ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ภายในระยะเวลา 3 ปี

• วางแผน 3 ระยะ พัฒนาผ้าทอตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

อาจารย์อุกฤษ วรรณประภา อาจารย์ประจำหลักสูตรการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ในฐานะหัวหน้าโครงการศูนย์การเรียนรู้ชุมชนทอผ้าร้อยรักษ์ จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า สำหรับการพัฒนาโครงการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยระยะที่ 1 เป็นการออกแบบร้านค้าสินค้าชุมชน หรือ Shop เพื่อใช้จัดแสดงสินค้าผ้าทอ ผลิตภัณฑ์ชุมชน และชุดที่ผลิตในรูปแบบ Make to Order ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้วในปี 2568 ทำให้ชุมชนมีพื้นที่สำหรับจัดแสดงสินค้าและสื่อสารอัตลักษณ์ของกลุ่มทอผ้าร้อยรักษ์ให้บุคคลภายนอกรับรู้มากขึ้น

เมื่อชุมชนมีพื้นที่สำหรับจัดแสดงผลิตภัณฑ์แล้ว ระยะที่ 2 พัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้เชิงปฏิบัติการ หรือ Workshop ดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2569 โดยจัดทำพื้นที่โรงทอผ้าและโรงย้อมผ้า ภายใต้ชื่อ “โรงทอผ้าสืบสานลายทอร้อยรักษ์ จังหวัดร้อยเอ็ด” ซึ่งเป็นชื่อที่ได้รับจากกลุ่มทอผ้าในชุมชนโดยตรง พื้นที่ดังกล่าวออกแบบให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้กระบวนการผลิตผ้าทอตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การย้อมสีเส้นใย การเตรียมเส้น การทอผ้า การตัดเย็บ ไปจนถึงการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่ร้านค้าชุมชน ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้การทำงานออกแบบจากสถานการณ์จริง ฝึกบริหารโครงการและทำงานร่วมกับชุมชน ขณะเดียวกันชุมชนได้มีพื้นที่สำหรับถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านผ้าทอ และต่อยอดเป็นแหล่งเรียนรู้ของพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

• ออกแบบทั้งชุมชนเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้

สำหรับ ระยะที่ 3 ปรับสภาพแวดล้อมและสร้างเส้นทางท่องเที่ยว (Environment & Tourism Route) ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญของโครงการ เพราะเป็นการต่อยอดจากร้านค้าชุมชน โรงทอผ้า และโรงย้อมผ้า สู่การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ทั้งชุมชน เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสเรื่องราวของ “ร้อยรักษ์” ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามา โดยกำหนดดำเนินการในปีการศึกษา 2569 และคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2570 และจะขยายออกไปโดยรอบของชุมชน เพื่อสร้างเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ที่เชื่อมโยงจุดสำคัญต่าง ๆ ภายในพื้นที่เข้าด้วยกัน

อาจารย์อุกฤษ อธิบายว่า สำหรับการดำเนินงาน เริ่มจากการให้นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ลงพื้นที่สำรวจและเก็บข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งการศึกษาสภาพแวดล้อม ทิศทางแดด ลม และฝน การวิเคราะห์ข้อมูลภูมิประเทศผ่าน Google Earth รวมถึงรวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ก่อนจัดเวทีพูดคุย (Focus Group) ร่วมกับผู้นำชุมชน กลุ่มทอผ้า ผู้สูงอายุ เยาวชน หน่วยงานท้องถิ่น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อรับฟังความต้องการและร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ ทำให้ผลงานที่เกิดขึ้นสามารถใช้งานได้จริง ได้รับการดูแลต่อเนื่อง และเติบโตเป็นพื้นที่เรียนรู้ของชุมชนอย่างยั่งยืน

จากนั้น นักศึกษาจะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ทั้งด้านกายภาพ วิถีชีวิต ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของชุมชน ออกแบบเป็นแบบร่างหลายแนวทาง แล้วนำกลับไปให้ชุมชนร่วมพิจารณา แสดงความคิดเห็น และปรับปรุงร่วมกันประมาณ 2–3 รอบ เพื่อให้ได้แบบที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงมากที่สุด เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว จะจัดทำแบบจำลอง (Model) เพื่อใช้เป็นสื่อกลางให้ชุมชนมองเห็นภาพที่ชัดเจน จากนั้นชุมชนจะคัดเลือกแบบที่เหมาะสมที่สุด และนักศึกษากลุ่มเจ้าของแบบจะเป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการโครงการต่อไป

• ดึงเสียงชุมชนร่วมกำหนดอนาคตพื้นที่

อาจารย์อุกฤษ กล่าวต่อว่า แนวคิดการออกแบบจะดึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาเป็นองค์ประกอบหลัก ไม่ว่าจะเป็นสีธรรมชาติจากดินทุ่งกุลาร้องไห้ที่ใช้ย้อมผ้า ลวดลายผ้าทอ เครื่องจักสานไม้ไผ่ หวดนึ่งข้าว กระด้ง วิถีชีวิตชาวอีสาน เรื่องเล่า และความเชื่อของชุมชน เพื่อนำมาต่อยอดเป็นงานออกแบบภูมิทัศน์ ป้ายสื่อความหมาย จุดพักผ่อน จุดถ่ายภาพ และพื้นที่กิจกรรมที่สะท้อนตัวตนของชุมชนร้อยรักษ์

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ เส้นทางท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้จะเชื่อมโยงร้านค้าชุมชน โรงทอผ้า โรงย้อมผ้า วัดประจำหมู่บ้าน จุดท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่ ศาลดอนปู่ตา และแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ เข้าด้วยกัน พร้อมออกแบบระบบป้ายและองค์ประกอบทางกายภาพโดยใช้วัสดุท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ งานจักสาน และสีธรรมชาติ เพื่อสร้างภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของชุมชน ทำให้ผู้มาเยือนสามารถใช้เวลาเพียง 1 วัน เรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการผลิตผ้าทอ ภูมิปัญญาพื้นถิ่น วิถีชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรม และอาหารพื้นถิ่นได้อย่างครบถ้วน

• สร้างศักยภาพนักศึกษาผ่านโจทย์จริงของชุมชน

โครงการนี้ยังช่วยพัฒนาศักยภาพนักศึกษาในหลายมิติ มิติแรก คือทักษะการสื่อสารกับคนในชุมชน การรับฟังความคิดเห็น การขออนุญาต การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการออกแบบร่วมกับผู้ใช้พื้นที่จริง มิติที่สอง คือทักษะการนำเสนอ การปรับแบบตามข้อเสนอแนะ และการอธิบายแนวคิดให้คนอื่นเข้าใจ มิติที่สาม คือทักษะการทำงานร่วมกันระหว่างเพื่อนในทีม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของการทำงานในยุคปัจจุบัน เพราะการออกแบบที่ดีไม่ได้เกิดจากการทำงานคนเดียว แต่เกิดจากการรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย และนำมาพัฒนาจนเกิดผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่มากที่สุด

หัวหน้าโครงการฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ชุมชนร้อยรักษ์มีต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่เข้มแข็งอยู่แล้ว หน้าที่ของนักศึกษาคือการเข้าไปค้นหา ทำความเข้าใจ และออกแบบให้ต้นทุนเหล่านั้นได้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับพื้นที่ นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของบ้านเกิดและกลับมาพัฒนาชุมชนให้เกิดความยั่งยืน