CITE-DPU ผนึก ช่วยราม และ DIPROM ปั้นผู้ประกอบการ EV สู่เจ้าของกิจการยุคไฟฟ้า

25 กุมภาพันธ์ 2569
รัชพล ธนศุทธิสกุล
  • Newsletter

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับบริษัท ช่วยราม เอ็นจิเนียริ่ง และ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย จัดกิจกรรมสัมภาษณ์พิเศษและอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้โครงการพัฒนาธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จริง แนวคิดการทำธุรกิจ และกลยุทธ์สู่ความสำเร็จในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้สามารถก้าวสู่การเป็นเจ้าของกิจการได้อย่างเป็นรูปธรรม งานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดงาน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องสัจจา 1 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “EV Plus” ที่มุ่งเน้นการพัฒนาความรู้ด้านการออกแบบโมเดลธุรกิจ (Business Model Canvas: BMC) การวางกลยุทธ์การตลาด และการนำเสนอแผนธุรกิจ (Pitching) เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถเชิงพาณิชย์ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนรถบรรทุกและยานยนต์ดัดแปลง

ภายในงานมีการเปิดเวทีสัมภาษณ์ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ EV และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่จุดเริ่มต้นของธุรกิจ การมองเห็นโอกาสทางการตลาด อุปสรรคที่ต้องเผชิญ กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง ตลอดจนแนวทางการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจและมุมมองเชิงปฏิบัติให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาโอกาสในอุตสาหกรรม EV

EV คือโอกาสของผู้ประกอบการไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน

พ.ต. พิพัฒน์พงศ์ ปรีเปรม หัวหน้าหลักสูตรปริญญาตรี สาขาวิชาวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับปณิธานของมหาวิทยาลัยที่มุ่งสร้าง “นักธุรกิจสมัยใหม่” โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้า ซึ่งไม่เพียงเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ แต่ยังสามารถต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการในอนาคต

พ.ต. พิพัฒน์พงศ์ ยังวิเคราะห์ว่า ตลาด EV มีจุดเปลี่ยนสำคัญจากกลยุทธ์การตั้งราคาจำหน่ายรถไฟฟ้าที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะจากผู้ผลิตต่างประเทศ ขณะที่ค่าซ่อมบำรุงในศูนย์บริการมีราคาสูง ส่งผลให้เกิด “ช่องว่างทางการตลาด” สำหรับอู่ซ่อมอิสระที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งในส่วนของระบบปรับอากาศ แบตเตอรี่ และอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงดันสูง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมผลักดันให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้มแข็ง โดยโครงการดังกล่าวยังมีแผนขยายสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ EV รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

พลิกบทบาทแรงงานฝีมือ สู่เจ้าของกิจการยุคไฟฟ้า

ด้านนายณัฎฐ์ธเนศ วัฒนบารมี Business Development Director บริษัท ช่วยราม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัดและผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้ “อู่อีวี”เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณโดยตรงจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และดำเนินการร่วมกับ DPU ซึ่งมีความร่วมมือ (MOU) กับบริษัทอยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะกับวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้สามารถใช้พื้นที่ห้องอบรมและเวิร์กช็อปของมหาวิทยาลัยในการจัดการฝึกอบรมผู้ประกอบการใหม่จำนวนมากกว่า 50 คน

“เป้าหมายของกิจกรรมสร้างผู้ประกอบการใหม่กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV PLUS) คือ อย่างน้อยต้องการให้เกิดผู้ประกอบการที่สามารถเปิดกิจการได้จริงไม่น้อยกว่า 10 ราย จากผู้เข้าอบรม 50 คน โดยผู้เข้าร่วมโครงการมีความหลากหลาย ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้า เครื่องกล และงานดัดแปลงรถยนต์ เพื่อให้เกิด Success Case ที่ครอบคลุมทั้งงานซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ระบบแบตเตอรี่แรงดันสูง ตลอดจนการดัดแปลงยานยนต์ไฟฟ้า” นายณัฎฐ์ธเนศ กล่าว

หลักสูตรอบรมใช้ระยะเวลาทั้งหมด 5 วัน แบ่งเป็นการเรียนรู้ด้านเทคนิค EV จำนวน 4 วัน และการอบรมด้านโมเดลธุรกิจ (BMC) อีก 1 วัน เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถต่อยอดสู่การดำเนินกิจการได้จริง โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การใช้สแกนเนอร์ตรวจวิเคราะห์รถไฟฟ้า การซ่อมระบบปรับอากาศ การดูแลและซ่อมแบตเตอรี่แรงดันสูง ไปจนถึงภาพรวมของโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรม EV นอกจากนี้ยังมีการพาไปศึกษาดูงานที่อู่ซ่อม EV ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหลังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เห็นการดำเนินธุรกิจจริง

นายณัฎฐ์ธเนศ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทมองแนวโน้มยานยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งในช่วงแรกยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและการซ่อมบำรุง แต่ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ผู้เรียนจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ รวมแล้วมากกว่า 1,500 คน สำหรับปีนี้จะมุ่งเน้นการคัดเลือกผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการโดยเฉพาะ เพื่อผลักดันให้เกิด "เถ้าแก่ EV" ที่มีทักษะครบเครื่องทั้งงานช่างและการบริหารธุรกิจ

เดินหน้าเติมความรู้–อัปเดตกฎหมาย

หนึ่งในผู้เข้าอบรมโครงการ “EV Plus” อย่าง นายปิยะบุตร ยิ้มแฟน วิศวกรเครื่องกล เปิดเผยว่า การเข้าร่วมอบรมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งกำลังขยับจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า โดยมองว่า หากผู้ประกอบการหรือผู้ที่อยู่ในสายงานยังคงยึดติดกับรถยนต์น้ำมันเพียงอย่างเดียว ไม่ยอมปรับตัวหรือศึกษาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อาจทำให้ไม่สามารถแข่งขันหรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในอนาคต

“แม้ปัจจุบันไม่ได้เปิดอู่ซ่อมรถเป็นของตนเอง แต่มีความตั้งใจจะต่อยอดองค์ความรู้สู่ธุรกิจในอนาคต จึงจำเป็นต้องศึกษาเทคโนโลยี EV อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเครื่องมือและอุปกรณ์ที่มีราคาสูง รวมถึงองค์ความรู้เฉพาะทางที่ต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึก ซึ่งความไม่รู้สร้างความเสียหายได้มากกว่าความรู้ หากจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้ต้องศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ และต้องเข้าใจกฎระเบียบให้ชัดเจน” ผู้เข้าอบรมฯ กล่าว

ในด้านเทคโนโลยี นายปิยะบุตร อธิบายว่า ปัจจุบันมีทั้งรถ EV ที่ผลิตจากโรงงานโดยตรง และการดัดแปลงรถยนต์เครื่องยนต์น้ำมันด้วยการยกเครื่องยนต์ออกแล้วติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าแทน ซึ่งสามารถใช้งานได้จริง แต่อาจมีข้อพิจารณาเรื่องความทนทาน มาตรฐาน และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการขนส่ง ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจต้องเร่งปรับตัว เพราะการใช้รถ EV สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในระดับหนึ่ง

“สำหรับสิ่งที่ได้รับจากการอบรมครั้งนี้ นอกจากองค์ความรู้ด้านเทคนิคและโมเดลธุรกิจแล้ว ยังได้รับความเข้าใจในประเด็นกฎหมายและภาษีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่องภาษีสรรพสามิตแบตเตอรี่ หากดำเนินการไม่ถูกต้องอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทางกฎหมายได้ การได้ฟังประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่เคยเจอปัญหาจริง ทำให้เราเห็นมุมที่ตำราหรือทฤษฎีอาจไม่ได้พูดถึง ช่วยให้เรารู้เขา รู้เรา และป้องกันไม่ให้เจ็บตัวในอนาคต” ผู้เข้าอบรมฯ กล่าวทิ้งท้าย