
CITE-DPU โชว์ศักยภาพนักศึกษาผ่าน CWIE คว้า 4 รางวัลเด่น ผลงานโลจิสติกส์–ไอที แก้โจทย์องค์กรจริง ต่อยอดสู่โลกการทำงาน
- Newsletter
- SDGs 8
- 2025 การเรียนการสอน
- SDGs 4
- SDGs 9
วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าพัฒนานักศึกษาผ่านการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน หรือ CWIE เชื่อมองค์ความรู้ในห้องเรียนกับโจทย์จริงของสถานประกอบการ ส่งผลให้นักศึกษาสามารถพัฒนาโครงงานที่ช่วยลดต้นทุน ลดระยะเวลาการทำงาน และเพิ่มประสิทธิภาพระบบขององค์กร พร้อมคว้ารางวัลโครงงานนักศึกษาดีเด่นด้านวิทยาศาสตร์รวม 4 รางวัล แบ่งเป็นด้านโลจิสติกส์ 3 รางวัล และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 1 รางวัล ในงาน DPU CWIE Day ระหว่างวันที่ 25–26 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

สำหรับผลงานที่ได้รับรางวัลทั้ง 4 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีเด่น ได้แก่ โครงงาน “การวิเคราะห์กระบวนการขนส่งยุทโธปกรณ์ในการฝึก Cobra Gold” ของ นางสาวนลินทิพย์ เจริญสิงห์ และนางสาวธัญลักษณ์ บุตรภักดี โครงงาน “การประยุกต์ใช้ Power Query เพื่อพัฒนาการจัดทำรายงาน On-Shelf Availability กรณีศึกษา บริษัท บู๊ทส์ รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด” ของนางสาวพนิดา มาดี โครงงาน “การวิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการเสนอราคาค่าระวางเรือในธุรกิจ NVOCC กรณีศึกษา บริษัท DMAP Logistics and Agency” ของนายภูมิพัฒน์ รัตนสุวรรณ์ โครงงาน “การออกแบบและพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการติดตามการเข้ารับและจัดส่งพัสดุ กรณีศึกษา บริษัท แอร์พอเทลส์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด” ของ นายเดชฤทธิ์ อนุศักดิ์
• ปั้นทักษะจากห้องเรียน สู่การแก้โจทย์ในสถานประกอบการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรดี พฤติศรัณยนนท์ รองคณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า วิทยาลัยฯ ให้ความสำคัญกับการผลักดันนักศึกษาเข้าสู่สหกิจศึกษา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นักศึกษาจะได้เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับกระบวนการทำงานจริง จากผลงานที่นักศึกษาพัฒนาระหว่างปฏิบัติงานพบว่า หลายโครงการสามารถสร้างประโยชน์ให้สถานประกอบการได้ ทั้งการลดต้นทุน ลดระยะเวลาการทำงาน รวมถึงการพัฒนาโปรแกรมและระบบเดิมขององค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตัวอย่างโครงงานด้านโลจิสติกส์ ที่นักศึกษาเข้าไปศึกษากระบวนการทำงานซึ่งเดิมทียังต้องดำเนินการด้วยระบบ Manual ก่อนนำองค์ความรู้และอัลกอริทึมด้านโลจิสติกส์มาช่วยพัฒนากระบวนการและลดระยะเวลาการดำเนินงาน ทำให้เห็นว่านักศึกษาสามารถนำวิธีคิดและทักษะที่สะสมจากการเรียนไปใช้แก้ปัญหาและปรับปรุงระบบงานของสถานประกอบการได้จริง
“สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือ นักศึกษาต้องเรียนแล้วสามารถทำงานและแก้ปัญหาได้จริง เมื่อเข้าไปอยู่ในสถานประกอบการ เขาต้องสามารถนำองค์ความรู้ที่มีไปวิเคราะห์ปัญหา คิดวิธีพัฒนา และสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กรได้ ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่นักศึกษาเรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานได้จริง” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรดี กล่าว
ขณะเดียวกัน วิทยาลัยฯ ยังส่งเสริมให้นักศึกษาประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน วิเคราะห์ปัญหา และสนับสนุนการตัดสินใจ เนื่องจากแม้ AI จะมีความสามารถเพิ่มขึ้น แต่คนยังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดเป้าหมาย ควบคุม และเลือกใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสม จึงเตรียมนักศึกษาให้เรียนรู้การทำงานร่วมกับ AI ตั้งแต่ในห้องเรียน ก่อนนำทักษะไปต่อยอดในสถานประกอบการและโลกการทำงาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนออกสหกิจศึกษา นักศึกษาจะได้รับการเตรียมความพร้อมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ผ่านการอบรมและสะสมชั่วโมงการเรียนรู้ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน อาทิ การใช้โปรแกรม Microsoft Excel ในระดับ Advanced เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล ความปลอดภัยในการทำงาน การพัฒนาบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการทำงาน และการนำเสนองานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถเลือกเรียนหลักสูตรออนไลน์ของ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI เพื่อเสริมทักษะเฉพาะด้านและนำใบรับรองมาใช้ประกอบการเตรียมความพร้อมได้ โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาช่วยแนะนำหัวข้อการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับลักษณะงานและสถานประกอบการที่นักศึกษาจะเข้าไปปฏิบัติงาน รวมถึงทักษะที่แต่ละคนต้องการพัฒนา ในรูปแบบ Personalized Learning
วิทยาลัยยังทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลสะท้อนกลับจากสถานประกอบการมาพิจารณาปรับปรุงเนื้อหาและการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตลอดจนจัดกิจกรรม Alumni Series เชิญศิษย์เก่าที่มีประสบการณ์ในสายงาน รวมถึงผู้ที่เติบโตเป็นผู้จัดการและผู้บริหาร กลับมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับรุ่นน้อง เพื่อถ่ายทอดแนวทางการเตรียมตัวเข้าสู่การทำงาน การปรับตัวในองค์กร และการพัฒนาตนเองในสายอาชีพ
“การพัฒนานักศึกษาต้องเชื่อมกันตั้งแต่ห้องเรียน การเตรียมทักษะก่อนออกสหกิจศึกษา การลงมือแก้โจทย์ในสถานประกอบการ ไปจนถึงการรับฟังข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำกลับมาพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเหล่านี้จะช่วยให้นักศึกษามีศักยภาพในการทำงาน สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม และพร้อมสร้างคุณค่าให้กับองค์กรเมื่อก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อรดี กล่าว
หนึ่งในผลงานของนักศึกษาที่นำความรู้ไปแก้โจทย์ในสถานประกอบการ คือโครงงาน “การออกแบบและพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการติดตามการเข้ารับและจัดส่งพัสดุ กรณีศึกษา บริษัท แอร์พอเทลส์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด” ของ นายเดชฤทธิ์ อนุศักดิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อปรับกระบวนการติดตามการขนส่งและลดขั้นตอนการทำงานแบบ Manual

• ผลงานใช้ได้จริง ลดเวลาทำงานเหลือ 30 นาที
ด้าน อาจารย์อุดมลักษณ์ อำพันธุ์ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน “การออกแบบและพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการติดตามการเข้ารับและจัดส่งพัสดุ กรณีศึกษา AIRPORTELs - บริษัท แอร์พอร์เทลส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” กล่าวว่า ผลงานดังกล่าวได้รับผลตอบรับที่ดีจากสถานประกอบการ เนื่องจากสามารถนำไปใช้งานได้จริง และช่วยลดระยะเวลาการทำงานจากเดิมที่บางขั้นตอนใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมง เหลือประมาณ 30 นาที ทำให้บริษัทสามารถจัดการข้อมูลและดำเนินงานได้รวดเร็วขึ้น
ระหว่างการพัฒนาโครงงาน อาจารย์ได้ให้คำแนะนำตั้งแต่การวางแผน วิเคราะห์โจทย์ที่ได้รับจากสถานประกอบการ เลือกเครื่องมือและเทคโนโลยี ไปจนถึงการออกแบบระบบให้เหมาะกับการใช้งานจริง โดยมองว่า เจ้าของโครงงาน เป็นนักศึกษาที่เปิดรับความคิดเห็น มีความมุ่งมั่น รับผิดชอบ มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถทำงานร่วมกับทีมของสถานประกอบการได้ดี
“หลังจากผ่านสหกิจศึกษา เห็นพัฒนาการของนักศึกษาในหลายด้าน ทั้งความเป็นผู้ใหญ่ ความรับผิดชอบ การคิดและออกแบบงาน ตลอดจนการเรียนรู้โปรแกรมและเครื่องมือใหม่ ๆ เขาสามารถนำสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้กับการทำงานได้จริง และสถานประกอบการเห็นถึงศักยภาพ จึงรับเข้าทำงานต่อหลังจบสหกิจศึกษา” อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน กล่าว

• จากโครงงานสหกิจ สู่ตำแหน่ง Software Developer
ด้าน นายเดชฤทธิ์ อนุศักดิ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 เจ้าของโครงงาน เปิดเผยว่า โครงงานดังกล่าวเกิดจากโจทย์ของสถานประกอบการที่ต้องการลดขั้นตอนการทำงานแบบ Manual และเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามกระบวนการขนส่ง จึงนำความรู้ด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์มาสร้างเว็บแอปพลิเคชันสำหรับตรวจสอบสถานะของพัสดุตั้งแต่ขั้นตอนการเข้ารับจนถึงการจัดส่ง เพื่อให้ทีมงานติดตามความคืบหน้าและบริหารจัดการข้อมูลได้สะดวกขึ้น
การพัฒนาระบบเริ่มจากการรับ Requirement จากสถานประกอบการ ก่อนนำมาวิเคราะห์ร่วมกับทีมเพื่อกำหนด Workflow และโครงสร้างการทำงานในแต่ละขั้นตอน จากนั้นจึงวางโครงสร้างข้อมูล ออกแบบ API เลือก Framework และเครื่องมือที่เหมาะสม รวมถึงแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของสมาชิกในทีม เพื่อให้ระบบสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงขององค์กรได้

“เดิมทีมงานใช้ Google Sheets ในการวางแผนและติดตามงาน เมื่อเปลี่ยนมาใช้เว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้น ทำให้สามารถติดตามข้อมูลได้แบบ Real-time และมองเห็นได้ว่าพัสดุแต่ละรายการอยู่ในขั้นตอนไหนของกระบวนการขนส่ง ช่วยให้ทีมบริหารจัดการงานได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น หลังนำระบบไปทดลองใช้ได้รับผลตอบรับที่ดีและสามารถนำไปสนับสนุนการทำงานภายในบริษัทได้จริง” เจ้าของโครงงาน กล่าว
นายเดชฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ประสบการณ์จากโครงงานทำให้เข้าใจกระบวนการพัฒนาระบบตั้งแต่ต้นจนจบ ได้ฝึกทำงานเป็นทีมและประสานงานกับผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงเรียนรู้การพัฒนาระบบให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง จนสามารถต่อยอดทักษะสู่การพัฒนา Web Application และรับงาน Freelance ก่อนจะได้รับโอกาสเข้าทำงานต่อกับ บริษัท แอร์พอเทลส์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ในตำแหน่ง Software Developer
ผู้สนใจในหลักสูตรนี้ ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th/college-of-engineering-and-technology

