DPU ยกระดับศักยภาพมหาวิทยาลัยสู่ความยั่งยืน ขับเคลื่อน SDGs รับรอง CFO ทั้งองค์กร มุ่ง Net Zero 2050

14 กันยายน 2569
รัชพล ธนศุทธิสกุล
  • Newsletter
  • SDGs 12
  • SDGs 7
  • 2025 สิ่งแวดล้อม
  • SDGs 13
  • 2025 สังคมยั่งยืน

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความยั่งยืน หลังได้รับประกาศนียบัตรรับรอง “คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” หรือ Carbon Footprint for Organization (CFO) จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมี ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานกรรมการ อบก. ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรเครื่องหมายรับรอง “ฉลากคาร์บอน” เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) หรือ TIJ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.นิตย์ เพ็ชรรักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยเข้ารับมอบ

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติและแสดงความขอบคุณต่อองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการประเมินและรับรองการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ในอนาคต ขณะที่การได้รับประกาศนียบัตร CFO ของ DPU แสดงถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของมหาวิทยาลัย

รองศาสตราจารย์ ดร.นิตย์ เพ็ชรรักษ์ กล่าวว่า ในปีนี้ DPU ขยายขอบเขตการประเมินจากเดิมที่ดำเนินการเฉพาะอาคาร 6 และอาคาร 7 ไปสู่การประเมินที่ครอบคลุมกิจกรรมทั่วทั้งมหาวิทยาลัย เพื่อให้เห็นภาพรวมของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำข้อมูลที่ได้มาใช้กำหนดแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นระบบ

การประเมิน CFO ครอบคลุมแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง Scope 1, Scope 2 และ Scope 3 ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถระบุแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ หรือ Hotspot ได้ โดยผลการประเมินพบว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนสำคัญของมหาวิทยาลัยอยู่ใน Scope 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานไฟฟ้า DPU จึงให้ความสำคัญกับมาตรการลดการใช้ไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานเป็นลำดับต้น

แนวทางที่สามารถดำเนินการและเห็นผลได้ในระยะใกล้ คือ การทยอยเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีอายุการใช้งานมากหรือใช้พลังงานสูง เป็นอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ โดยอาคารใหม่ของมหาวิทยาลัยเริ่มติดตั้งระบบ Solar Rooftop ขณะที่รถยนต์ของมหาวิทยาลัยมีการทยอยเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และลดมลพิษภายในพื้นที่มหาวิทยาลัย

ควบคู่กันนั้น มหาวิทยาลัยยังส่งเสริมให้บุคลากรปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน ผ่านมาตรการต่าง ๆ เช่น ปิดไฟ ปิดเครื่องปรับอากาศ และปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ในช่วงที่ไม่ได้ใช้งาน รณรงค์ให้ใช้บันไดแทนลิฟต์เมื่อต้องเดินทางขึ้นหรือลงเพียงชั้นเดียว รวมถึงนำระบบดิจิทัลมาใช้ทดแทนเอกสาร เพื่อลดการใช้กระดาษภายในองค์กร

DPU ยังเปิดพื้นที่ให้แต่ละหน่วยงานนำเสนอแนวทางประหยัดพลังงานและเข้าร่วมกิจกรรมประกวดด้านการอนุรักษ์พลังงาน โดยมีหน่วยงานเข้าร่วมประมาณ 9 หน่วยงาน เพื่อกระตุ้นให้บุคลากรมีส่วนร่วมและนำแนวคิดด้านการประหยัดพลังงานไปใช้จริง นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังจัดอบรมด้านการอนุรักษ์พลังงานให้แก่บุคลากรจากหลายส่วน ทั้งคณะวิชา หน่วยงานสนับสนุน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แม่บ้าน และคนสวน เปิดโอกาสให้แต่ละกลุ่มร่วมเสนอวิธีลดการใช้พลังงานที่สอดคล้องกับลักษณะงานของตนเอง

ในภาพรวม ฝ่ายอาคารสถานที่ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อนมาตรการลดการใช้พลังงาน ขณะที่การดำเนินงานของคณะกรรมการมหาวิทยาลัยสู่ความยั่งยืน มีการประชุมและติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเผยแพร่ความรู้พื้นฐานด้านความยั่งยืน กิจกรรม และความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยผ่านช่องทางด้าน SDGs ของ DPU เพื่อให้บุคลากรและนักศึกษาเข้าถึงข้อมูลและเข้าใจทิศทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของมหาวิทยาลัยมากขึ้น และได้จัดงานมหกรรมด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ปี 2569 ได้จัดงานภายใต้ชื่อ DPU SX Sustainability & Innovation Expo 2026 โดยการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยอย่างรอบด้าน ตลอดจนเปิดโอกาสให้คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม การจัดงานครั้งนี้เป็นรูปแบบ Carbon Neutral Event ที่มีการคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดงาน และดำเนินการลดพร้อมทั้ง "ชดเชย" ปริมาณคาร์บอนที่เหลือให้เท่ากับศูนย์

ในระดับเครือข่าย DPU ยังมีส่วนร่วมขับเคลื่อนประเด็นความยั่งยืนร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ โดยเป็นเจ้าภาพการประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (Sustainable University Network of Thailand: SUN Thailand) สัญจร ครั้งที่ 1/2569 ระหว่างวันที่ 18–19 มิถุนายน 2569 เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน ผ่านการบรรยาย นิทรรศการ DPU Sustainability & Innovation เวิร์กชอป และกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อเชื่อมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยเข้ากับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาของประเทศ

ภายในงานยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนและเส้นทางท่องเที่ยวแบบ Low Carbon Tourism ซึ่งสะท้อนการนำแนวคิดด้าน SDGs และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปประยุกต์ใช้กับงานวิจัย การเรียนรู้ และการพัฒนาชุมชน

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญ คือ การจัดกิจกรรมในรูปแบบ Carbon Neutral Event เป็นครั้งแรกของมหาวิทยาลัย โดยมีการประเมินปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากองค์ประกอบต่าง ๆ ของการจัดงาน ตั้งแต่การเดินทางของผู้เข้าร่วม การขนส่ง การใช้พลังงาน อาหาร ไปจนถึงขยะ พร้อมวางแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบกิจกรรม เช่น การเลือกอาหารที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ และชดเชยการปล่อยส่วนที่ไม่สามารถลดได้ด้วยคาร์บอนเครดิต จนได้รับการรับรองฉลาก Carbon Neutral Event

รองศาสตราจารย์ ดร.นิตย์ อธิบายว่า การประเมิน Carbon Neutral Event แตกต่างจาก CFO โดย Carbon Neutral Event เป็นการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ขณะที่ CFO เป็นการรวบรวมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทั้งหมดขององค์กรตลอดระยะเวลา 1 ปี ครอบคลุมทั้งการใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบรั่วไหล (Fugitive Emissions) การเดินทาง การจัดซื้อ และกิจกรรมในด้านต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ภาพรวมและกำหนดทิศทางการลดก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

สำหรับเป้าหมายในอนาคต มหาวิทยาลัยวางทิศทางภายในเพื่อมุ่งสู่ Net Zero Emissions ภายในปี 2050 โดยจะพิจารณามาตรการให้เหมาะสมกับการเติบโตของมหาวิทยาลัย เทคโนโลยี และสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของอาคารและจำนวนนักศึกษาย่อมสัมพันธ์กับความต้องการใช้พลังงานที่สูงขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับมาตรการให้สอดคล้องกับบริบทและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะเดียวกัน แนวคิดด้านความยั่งยืนยังถูกนำไปเชื่อมโยงกับการเรียนการสอนและกิจกรรมนักศึกษา ตั้งแต่ประเด็น Sustainable Development Goals (SDGs) การดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน สังคมคาร์บอนต่ำ การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ การคัดแยกขยะ การนำขวดพลาสติกเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและอัปไซเคิล การนำขยะเศษอาหารไปทำเป็นสารบำรุงดิน ตลอดจนกิจกรรมของชมรมนักศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมกับประเด็นด้านความยั่งยืนผ่านการลงมือปฏิบัติจริงภายในมหาวิทยาลัย

รองศาสตราจารย์ ดร.นิตย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก การลดการใช้พลังงานและการดูแลสิ่งแวดล้อมจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรจะช่วยให้มหาวิทยาลัยมองเห็นแหล่งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ และกำหนดแนวทางลดได้ตรงจุดมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยสร้างความเข้าใจให้บุคลากรและนักศึกษา ให้เห็นว่า ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และร่วมกันขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

ผู้สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://sdgs.dpu.ac.th