
นักศึกษาบัญชี DPU บุก PMC ต่อยอดทักษะดิจิทัล เรียนรู้งานจริงจากสำนักงานบัญชีดีกรี Platinum เสริมศักยภาพรับยุค AI
- Newsletter
- SDGs 8
- SDGs 1
คณะการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นำนักศึกษาหลักสูตรบัญชีบัณฑิตในรายวิชา AT363 เครื่องมือทางดิจิทัลสำหรับงานทำบัญชี เข้าศึกษาดูงานด้านการปรับกระบวนการทำงานสู่ยุคดิจิทัล ณ บริษัท พี.เอ็ม.ซี. การบัญชี และที่ปรึกษา จำกัด (PMC) ซึ่งเป็นหนึ่งในสำนักงานบัญชีที่ได้รับรางวัลสำนักงานบัญชีดิจิทัลดีเด่นระดับ Platinum จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และมีประสบการณ์ด้านบริการบัญชีและให้คำปรึกษาภาษีมากกว่า 40 ปี เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569

โดยการศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นการต่อยอดองค์ความรู้ด้านบัญชีดิจิทัลจากในชั้นเรียน ทั้งระบบ SAP Business One การประยุกต์ใช้ AI Gemini และ NotebookLM ร่วมกับกรอบบริหารความเสี่ยง COSO ERM การใช้ AI-OCR ในงานบัญชี ตลอดจนการทดลองใช้ระบบ MCP หรือ Model Context Protocol เพื่อให้นักศึกษาเห็นภาพการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทำงานจริงของสำนักงานบัญชี และเตรียมความพร้อมก่อนออกฝึกปฏิบัติงานตามระบบ CWIE ในปี 2570
ในโอกาสนี้ คุณธัญทิพย์ เปี่ยมสุขธัญสิน ผู้บริหารบริษัท พี.เอ็ม.ซี. การบัญชี และที่ปรึกษา จำกัด ได้กล่าวต้อนรับคณะผู้ศึกษาดูงานจากคณะการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก่อนส่งต่อให้ คุณฐานวีร์ เปี่ยมสุขธัญสิน ผู้บริหารซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 2 ที่นำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้ในการดำเนินงาน มาร่วมแชร์มุมมองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของวิชาชีพบัญชีในยุค AI ที่เข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของนักบัญชี โดยช่วยเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการประมวลผลข้อมูล แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้คือ “ความเป็นมนุษย์” โดยเฉพาะความสามารถในการรับฟังและเข้าใจปัญหาของลูกค้า การนำความรู้มาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง และการสื่อสาร ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่นักบัญชีรุ่นใหม่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการเรียนรู้เทคโนโลยี
“AI ช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้นและเข้าถึงข้อมูลได้แบบ Real-time แต่ถ้าเราขายว่าเราบันทึกบัญชีเร็ว ส่งงบเร็ว สุดท้าย AI ก็สามารถเข้ามาทำหน้าที่เหล่านี้แทนได้ สิ่งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้คือความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะการรับฟังลูกค้าและเข้าใจปัญหาของเขา แม้บางเรื่องลูกค้าจะไม่ได้พูดออกมาโดยตรง บางครั้งเรามีเซนส์หรือมีความรู้เบื้องหลังที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับหน้างานได้ นักบัญชีจึงต้องมีความรู้พื้นฐานที่แม่นยำ รู้จักประยุกต์ใช้ เป็นผู้ฟังที่ดี และต้องเป็นนักสื่อสารที่ดี เพราะนักบัญชีจะเก่งแค่ไหน แต่ถ้าสื่อสารไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์” คุณฐานวีร์ อธิบาย

พร้อมกันนี้ ยังได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาทางการแพทย์เกี่ยวกับผู้ป่วยที่สอบถาม ChatGPT เรื่องการหยุดใช้ยา แต่ได้รับคำตอบที่ผิดพลาดจนเกิดอันตราย เพื่อให้เห็นข้อจำกัดของ AI ที่ไม่สามารถให้คำตอบได้อย่างถูกต้องเสมอไป อีกทั้งยังเน้นย้ำเรื่อง Mindset ของคนทำงานในยุคดิจิทัลว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการใช้เทคโนโลยีให้เป็น แต่ต้องมีทัศนคติที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ยึดติดกับเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง และต้อง “ไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว” พร้อมเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
“อยากให้ทุกคนมี Mindset ที่ไม่ยึดติดกับเครื่องมือตัวใดตัวหนึ่ง เพราะเทคโนโลยีเป็นเพียงตัวช่วยเสริมให้เราทำงานได้รวดเร็วขึ้น เราต้องไม่เป็นน้ำเต็มแก้ว และพร้อมเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา เทคโนโลยีมีไว้ให้เรียนรู้แล้วทิ้งไป วันพรุ่งนี้ก็อาจต้องเริ่มต้นใหม่กับเทคโนโลยีตัวใหม่ที่เข้ามาเรื่อย ๆ เพราะการทำบัญชีจาก 1 ไปถึง 10 สามารถไปได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับเทคนิคและการมองหน้างานของแต่ละคน เราจึงต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอ เพื่อให้ทำงานได้เก่งขึ้นและรวดเร็วขึ้น” คุณฐานวีร์ กล่าวเสริม

ในส่วนของการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง ผู้เชี่ยวชาญจาก PMC ได้ยกตัวอย่างการใช้ Generative AI ช่วยกระทบยอดบัญชีเงินฝากธนาคาร ซึ่งสามารถลดระยะเวลาการทำงานจากครึ่งวันเหลือเพียง 5–10 นาที โดยแปลงข้อมูลจากไฟล์ PDF เป็น Excel ก่อนเปรียบเทียบกับบัญชีแยกประเภทเพื่อตรวจสอบรายการที่ยังไม่ได้บันทึกหรืออาจบันทึกผิดฝั่ง นอกจากนี้ AI ยังช่วยงานตรวจสอบบัญชี ทั้งการรวบรวมและสรุปมาตรฐานบัญชีและภาษีที่เปลี่ยนแปลง การเตรียมกระดาษทำการ การคัดเลือกรายการตรวจสอบ ตลอดจนวิเคราะห์ความผิดปกติและความเสี่ยงทางธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาการทำงาน แต่ผู้ปฏิบัติงานยังจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานทางบัญชีเพื่อกำหนดคำสั่งและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล โดยเฉพาะงานตรวจสอบบัญชีที่ต้องอาศัยดุลยพินิจของมนุษย์ในการวิเคราะห์และตัดสินใจ สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือช่วยทำงาน ขณะที่นักบัญชียังคงเป็นผู้ควบคุม ตรวจสอบ และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ในท้ายที่สุด

ภายหลังการศึกษาดูงาน คุณฐานวีร์ กล่าวชื่นชมความกระตือรือร้นของนักศึกษาคณะการบัญชี DPU ที่ให้ความสนใจระหว่างการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับอนาคตวิชาชีพบัญชีในยุค AI และโอกาสเติบโตในสายอาชีพ โดยหลังจบกิจกรรมมีนักศึกษาบางส่วนสอบถามถึงการสมัครฝึกงานกับบริษัท แสดงถึงความสนใจที่จะเรียนรู้และหาประสบการณ์จากการทำงานจริง
นอกจากนี้ คุณฐานวีร์ ยังกล่าวสนับสนุนแนวทางการจัดการเรียนการสอนของคณะการบัญชี DPU ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนรู้จากสถานประกอบการจริงตั้งแต่ระหว่างเรียน โดยมองว่าการได้สัมผัสสภาพแวดล้อมการทำงานจะช่วยให้นักศึกษามีข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพในอนาคต
“การที่อาจารย์เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ออกมาเรียนรู้จากหน้างานจริงเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะบางครั้งการเรียนอยู่ในห้องอย่างเดียว เราอาจนึกภาพไม่ออกว่าการทำงานจริงเป็นอย่างไร ย้อนกลับไปตอนที่เรียน เราก็เรียนเรื่องมาตรฐานบัญชี แต่ยังไม่รู้ว่างานจริงเป็นแบบไหน จะชอบหรือไม่ชอบ หรือเหมาะกับสิ่งที่อยากทำหรือเปล่า ซึ่งถ้านักศึกษาได้เห็นตั้งแต่ระหว่างเรียน ก็จะช่วยให้เลือกสายงานและเป้าหมายในอนาคตได้แม่นยำและเหมาะกับตัวเองมากขึ้น” คุณฐานวีร์ อธิบาย

คุณฐานวีร์ ยังฝากข้อคิดทิ้งท้ายถึงความสำคัญของทักษะการสื่อสารในการทำงานร่วมกับคนต่างวัย โดยเฉพาะในองค์กรที่มีบุคลากรหลาย Generation ซึ่งนักบัญชีรุ่นใหม่จำเป็นต้องพัฒนาทักษะด้านนี้ควบคู่กับความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
“ทุกวันนี้นักศึกษาคุ้นเคยกับการสื่อสารผ่านแชต บางครั้งก็เป็นข้อความสั้น ๆ แต่เมื่อเข้ามาทำงานในองค์กรที่มีคนหลาย Generation ทั้ง Gen X, Y และ Z การสื่อสารลักษณะนี้อาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนได้ เพราะแม้แต่การพูดคุยกันโดยตรงก็ยังมีโอกาสเข้าใจไม่ตรงกัน จึงอยากให้ทุกคนเปิดใจเรียนรู้การสื่อสารกับคนต่างวัย ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพราะคนรุ่นใหม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีอยู่แล้ว หากพัฒนาทักษะการสื่อสารเพิ่มเติมได้ ก็จะไปได้ไกล”

สำหรับการเข้าศึกษาดูงานครั้งนี้ มี ดร.อรัญญา นาคหล่อ อาจารย์ประจำวิชา AT363 เครื่องมือทางดิจิทัลสำหรับงานทำบัญชี เป็นผู้ดูแลการเรียนรู้ โดยปฏิทินการศึกษาดูงานครั้งต่อไป นักศึกษาจะลงพื้นที่ต่อยอดประสบการณ์ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเรียนรู้การประยุกต์ใช้ Power BI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงธุรกิจ ณ สำนักงานใหญ่แว่นท็อปเจริญ และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเจาะลึกการใช้ AI ในองค์กรชั้นนำ ซึ่งช่วยเปิดโลกทัศน์ให้ผู้เรียนเห็นภาพการบริหารจัดการธุรกิจจริงในหลากหลายบริบท
กิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ภายใต้การนำของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้เรียนเป็นรายบุคคล ผ่านการเชื่อมโยงความรู้ในห้องเรียนกับประสบการณ์จากสถานประกอบการจริง เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษามีทักษะตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของวิชาชีพ ควบคู่กับการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ด้านการศึกษาและการจ้างงานที่มีคุณค่า
ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตร คณะการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้ที่ https://www.dpu.ac.th/th/faculty-of-accountancy


