ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ประจำปีการศึกษา 2549

 

 นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์

 

ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม

สาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้าน

 

          นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ เป็นชาวจังหวัดเชียงราย เป็นบุตรของนายกุย และนางจันทร์ฟอง สุภาวสิทธิ์ ปัจจุบันอายุ ๖๑ ปี นางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ จบการศึกษาระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนหนองบัว อำเภอเมือง  จังหวัดเชียงราย  และได้รับปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานาฏศิลป์และการละคร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗

           นางบัวเรียว ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านการฟ้อนจากบิดาตั้งแต่ยังเยาว์ อาทิ การฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ฟ้อนสาวไหม ซึ่งเป็นนาฏกรรมของชาวล้านนาที่ได้รับแรงบันดาลใจ จากอากัปกิริยาการทอผ้าฝ้ายของคนสมัยโบราณ จากแรงบันดาลใจดังกล่าว นายกุย สุภาวสิทธิ์ ผู้เป็นบิดาได้นำมาประดิษฐ์เป็นท่ารำขึ้นทั้งหมด ๑๓ ท่ารำ และได้ถ่ายทอดท่ารำต่างๆ ให้แก่บุตรสาว คือนางบัวเรียว จนเป็นผู้มีความสามารถในการฟ้อนต่างๆ ได้อย่างงดงามนอกเหนือจากการ ฟ้อนสาวไหม อาทิ ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน รำสีนวล ยวนรำพัด สร้อยแสงแดง ฟ้อนเงี้ยว เป็นต้น นอกจากบิดาแล้ว นางบัวเรียวยังได้รับการถ่ายทอดท่ารำจากนายโม ใจสม นักดนตรีและนาฏศิลป์ชั้นครูของอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย นางบัวเรียวจะฟ้อนสาวไหมทุกครั้งที่มีงานสำคัญๆ ของจังหวัดเชียงราย จนได้รับการยกย่องให้เป็น “ แม่ครู ” ของชาวล้านนา ปัจจุบัน นางบัวเรียวยังทำหน้าที่สอน และสาธิตการฟ้อนสาวไหม ตลอดจนการฟ้อนพื้นเมืองต่างๆ ให้แก่กลุ่มสตรี เด็ก และเยาวชนในจังหวัดเชียงราย และจังหวัดใกล้เคียงอยู่เสมอ

          ด้วยความรู้ความสามารถ ผลงานและการอุทิศตนของนางบัวเรียว รัตนมณีภรณ์ เพื่ออนุรักษ์และสืบสานศิลปะการแสดงพื้นบ้าน สมควรได้รับการเชิดชูเกียรติ ให้ได้รับพระราชทานรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ในฐานะผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาศิลปะการแสดงพื้นบ้าน เพื่อเป็นเกียรติยศแห่งชีวิตสืบไป

 

 

 

นายพยงค์ จันทรังษี

         

ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม

สาขาธุรกิจที่อนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมไทย

 

          นายพยงค์ จันทรังษี เป็นชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายกลั่น และนางจีบ จันทรังษี ปัจจุบันอายุ ๖๖ ปี นายพยงค์ จันทรังษี จบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ ๓ จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ และจากโรงเรียนช่างโลหะรูปพรรณ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ผู้สอนวาดเขียนเอก และได้รับปริญญาครุศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๓ และได้รับแต่งตั้งจากกรมศิลปากร ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ “ ช่างประณีตศิลป์ สาขาช่างทอง ”

          นายพยงค์ ได้รับการถ่ายทอดการทำเครื่องถมจากบิดา ซึ่งเป็นครูใหญ่โรงเรียนช่างถม จังหวัดนครศรีธรรมราช จนนายพยงค์ มีความรู้ความสามารถ มีความชำนาญ และได้เป็นครูสอนในโรงเรียนดังกล่าว นายพยงค์ เป็นช่างทำเครื่องถมที่มีความประณีต ประกอบกับเป็นผู้มีความสามารถทางการวาดเขียน ทำให้เขียนลวดลายต่างๆ บนเครื่องถมได้อย่างสวยงาม ผลงานศิลปะอันวิจิตรงดงามของนายพยงค์ นอกจากเครื่องถม ซึ่งเป็นงานศิลปะชั้นสูงด้วยถือกันว่าเป็นของสูงแล้ว นายพยงค์ ได้มีโอกาสสนองพระประสงค์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช-กุมารี ในการซ่อมแซมบุษบกพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดา-ราม จนสำเร็จเรียบร้อย จากนั้นได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เข้าไปสอนในโครงการศิลปาชีพ แผนกช่างทอง ภายในพระราชวังดุสิต ได้ถ่ายทอดวิชาเครื่องถมแก่นักเรียนในโครงการดังกล่าว และยังได้ซ่อมแซมเครื่องถมเก่าแก่ที่อยู่ในพระราชวังให้มีสภาพสมบูรณ์ งานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่นายพยงค์ต้องใช้ความรู้ความสามารถในการออกแบบและเขียนแบบ คือ เหรียญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระแก้วมรกต เครื่องทรง ๓ ฤดู ซึ่งทำให้แก่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระ-นครเหนือ นอกจากนี้ยังได้เขียนตำราเกี่ยวกับการทำเครื่องถม ทฤษฎีเครื่องถมเงินลงยาเพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้ที่สนใจ

          ด้วยความรู้ความสามารถ ผลงานและการอุทิศตนของนายพยงค์ จันทรังษี เพื่ออนุรักษ์และสืบสานธุรกิจที่ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย สมควรได้รับการเชิดชูเกียรติ ให้ได้รับพระราชทานรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ในฐานะผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาธุรกิจที่อนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมไทย เพื่อเป็นเกียรติยศแห่งชีวิตสืบไป

 

 

 นายชัยวัฒน์ วรรณานนท์

ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม
สาขาอนุรักษ์และส่งเสริมวิถีชีวิตและภูมิปัญญาไทย

          นายชัยวัฒน์ วรรณานนท์ เป็นชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นบุตรของนายสมชาย และนางเตื้อง วรรณานนท์ ปัจจุบันอายุ ๖๑ ปี จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนบ้านนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากวิทยาลัยครูสุราษฎร์ธานี (มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี)

          นายชัยวัฒน์ ชื่นชอบศิลปะแขนงต่างๆ ตั้งแต่วัยเยาว์ ได้เรียนรู้ศิลปะด้วยตนเองจากบิดา และมีโอกาสได้ศึกษาศิลปะจากอาจารย์ประเทือง เอมเจริญ ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้เรื่องปรัชญาจากอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง และได้ศึกษาธรรมะตามแนวทางของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุแห่งสวนโมกขพลาราม ประกอบกับนายชัยวัฒน์มีบ้านอยู่ใกล้วัด ได้ซึมซับในเรื่องของศาสนาและศีลธรรมอย่างเข้าใจถ่องแท้ จึงเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญให้ถ่ายทอดจินตนาการและผสมผสานหลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็นปรัชญาสอดแทรกในงานประติมากรรม และงานจิตรกรรมฝาผนังอย่างเป็นรูปธรรม ผลงานปูนปั้นและภาพเขียนของนายชัยวัฒน์มีทั้งแบบที่เป็นประเพณีนิยม และแบบสากล มีทั้งความแปลกในลวดลายและการนำเสนอ แสดงออกถึงภูมิปัญญาไทย วิถีชาวพุทธ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างน่าชื่นชม ผลงานเหล่านี้นอกจากประดับอยู่ตามซุ้มประตู หน้าบัน และฝาผนังโบสถ์วิหารแล้วยังปรากฏในรูปของเอกสาร สิ่งพิมพ์ และการจัดนิทรรศการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร และในส่วนภูมิภาค และในวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ผ่านมานายชัยวัฒน์ ถือเป็นวาระสำคัญยิ่งที่ได้แสดงความกตัญญูต่อท่านอาจารย์ในฐานะของลูกศิษย์และเพื่อประโยชน์แก่สังคม จึงได้จัดโครงการ “ ๑๐๐ รูป ร้อยกวี ๑๐๐ ปี พุทธทาส ” ออกเผยแพร่ในรูปแบบนิทรรศการสัญจร ๙ แห่ง ทั่วทุกภาคของประเทศ

          ด้วยความรู้ความสามารถ ผลงานด้านประติมากรรมและจิตรกรรม และการอุทิศตนของนายชัยวัฒน์ วรรณานนท์ เพื่ออนุรักษ์ สืบสานส่งเสริมวิถีชีวิต และภูมิปัญญาไทย สมควรได้รับการเชิดชูเกียรติให้ได้รับพระราชทานรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ในฐานะผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมสาขาอนุรักษ์และส่งเสริมวิถีชีวิตและภูมิปัญญาไทย เพื่อเป็นเกียรติยศแห่งชีวิตสืบไป

 

 

 

 นางองุ่น บัวเอี่ยม

ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม
สาขาศิลปะที่เกี่ยวข้องกับการแสดงดนตรีและนาฏศิลป์

 

          นางองุ่น บัวเอี่ยม เป็นชาวจังหวัดนครปฐม เป็นบุตรของรองอำมาตย์โทขุนแสนประศาสน์ (เขียน อินทาปัจ) ปัจจุบันอายุ ๘๖ ปี นางองุ่น บัวเอี่ยม จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ จากโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่วัดมหาธาตุ จังหวัดกรุงเทพมหานคร

          นางองุ่น ชอบดนตรีไทยมาตั้งแต่วัยเยาว์ โดยเฉพาะการขับร้องเพลงไทยประกอบการบรรเลงดนตรีไทย ซึ่งบิดาของนางองุ่นเป็นครูสอนเครื่องสาย ครูคนแรกที่สอนให้เล่นดนตรีไทย (ซออู้) และร้องเพลงไทย ก็คือบิดา และเป็นผู้ถ่ายทอดศิลปะแขนงอื่นๆ ให้อีก ได้แก่ แคนวง อังกะลุง การทำชุดละคร เป็นต้น นอกจากบิดาแล้ว นางองุ่นยังเป็นศิษย์ของครูสกล แก้วเพ็ญกาศ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง นางองุ่นเป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางด้านการขับร้องและทางดนตรีเป็นเลิศ จึงได้รับเชิญจากสถาบันการศึกษา ให้เป็นผู้สอนดนตรีไทย และสอนขับร้องแก่นักเรียน นักศึกษา หลายสถาบัน รวมทั้งเป็นผู้บรรเลงดนตรีไทย และขับร้องเพลงในงานสำคัญต่างๆ ทั้งยังคิดประดิษฐ์เครื่องดนตรี แต่งเพลง ต่อเพลง และสอนดนตรีไทยให้แก่เด็กๆ ที่สนใจมาเรียนที่บ้านอีกส่วนหนึ่ง

         แม้จะสูงวัยแล้ว แต่นางองุ่นยังคงมีน้ำเสียงแจ่มใส ไพเราะ จำเนื้อเพลงได้แม่นยำ ปัจจุบันนางองุ่นยังเปิดบ้านให้ความรู้ทางด้านดนตรีไทย และสอนขับร้องเพลงไทยให้แก่ผู้สนใจ ทุกวัน ทั้งยังผลิตอังกะลุงชนิดต่างๆ อีกด้วย

          ด้วยความรู้ความสามารถ ผลงานและการอุทิศตนของนางองุ่น บัวเอี่ยม เพื่ออนุรักษ์และสืบสานศิลปะการแสดงดนตรีไทย สมควรได้รับการเชิดชูเกียรติ ให้ได้รับพระราชทานรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ในฐานะผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาดนตรีและนาฏศิลป์ เพื่อเป็นเกียรติยศแห่งชีวิตสืบไป

 

 

 

 ศาสตราจารย์ธวัช ปุณโณทก

ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม
สาขาที่เกี่ยวกับการศึกษาและศาสนา

 

           ศาสตราจารย์ธวัช ปุณโณทก เป็นชาวจังหวัดระยอง เป็นบุตรของนายเตียง และนางสุภาพ ปุณโณทก ปัจจุบันอายุ ๗๐ ปี ศาสตราจารย์ธวัช ปุณโณทก จบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการศึกษา จากวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร) และระดับปริญญาโท สาขาจารึกภาษาไทย คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

          ศาสตราจารย์ธวัช เริ่มรับราชการที่วิทยาลัยครูอุบลราชธานี เริ่มสนใจวรรณกรรมท้องถิ่น และตัวอักษรในภาคอีสาน จึงศึกษาค้นคว้าจากปราชญ์ท้องถิ่นของภาคอีสานหลายท่าน ต่อมาได้รับทุนการศึกษาวิจัยอักษรโบราณภาคอีสานจากมูลนิธิเอเชีย จึงเดินทางไปศึกษาในสำนักต่างๆ ทั่วภาคอีสาน รวมถึงประเทศลาว ศาสตราจารย์ธวัช มีผลงานวิจัยจำนวนมาก อาทิ อักษรโบราณอีสานในเอกสารใบลาน วรรณกรรมหลงสำรวจ วรรณกรรมโคราช เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีตำราและแบบเรียน เช่น วรรณกรรมอีสาน วรรณกรรมท้องถิ่น ภาษาถิ่น นิทานพื้นบ้าน เป็นต้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดทำสารานุกรมวัฒนธรรมภาคอีสาน ฉบับเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พ.ศ. ๒๕๓๕ - ๒๕๔๐

         ด้วยความรู้ความสามารถ ผลงานและการอุทิศตนให้แก่งานด้านการศึกษาและวิจัยของศาสตราจารย์ธวัช ปุณโณทก เพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมด้านการศึกษา สมควรได้รับการเชิดชูเกียรติ ให้ได้รับพระราชทานรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ในฐานะผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาการศึกษาและศาสนา เพื่อเป็นเกียรติยศแห่งชีวิตสืบไป