ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ประจำปีการศึกษา 2535

 

 

 

 

 

พระราชวราจารย์

ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม
ด้านการศึกษาและศาสนา

           พระราชวราจารย์ นามเดิมว่า วิญญ์ เวชชศาสตร์ เกิด ณ ต.เขาศรีวิชัย อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ปัจจุบันอายุ ๗๐ ปี ท่านได้อุทิศตนเองให้กับพระพุทธศาสนาด้วยการบวชเป็นภิกษุตั้งแต่อายุ ๒๙ ปี จนถึงปัจจุบันโดยบวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร
ในปี ๒๕๑๒ มหาเถรสมาคมได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตไปประจำ ณ ประเทศอินโนนีเซีย เมื่อครั้งที่ท่านยังเป็นพระครูปลัดอรรถจริยานุกิจ ซึ่งท่านได้ทำหน้าที่นี้มาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่ท่านเดินทางไปประจำอยู่ที่ประเทศอินโดนีเซีย พุทธศาสนาในประเทศนั้นอยู่ในสภาพที่ซบเซาอย่างหนัก เพราะได้หมดบทบาทไปแล้วหลายศตวรรษ เนื่องด้วยอินโดนีเซียได้กลายเป็นรัฐอิสลาม และตกเป็นเมืองขึ้นของฮอลันดา คณะพระธรรมทูตภายใต้การนำของพระราชวราจารย์ต้องทำงานอย่างหนัก ทั้งการดำรงชีวิตที่ต้องอยู่อย่างยากลำบาก และการปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องทำอย่างอุทิศตน เพราะต้องทำงานในดินแดนที่ต่างวัฒนธรรม แต่ท่านก็สามารถทำงานเผยแพร่ได้ผลอย่างดีเยี่ยม โดยในแง่ปริมาณนั้น ท่านสามารถนำคณะพระธรรมทูตเผยแพร่ศาสนาจนมีพุทธศาสนิกชนเพิ่มขึ้นจำนวนมากทั่วทุกเกาะของประเทศ มีกุลบุตรอุทิศตนบวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นจำนวนมาก นอกจากนี้ผลของการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ยังทำให้เกิดวัดหลายแห่ง เจติยะสถานที่ศึกษาปฏิบัติธรรมนับร้อยแห่ง โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และมีส่วนทำให้เกิดโรงเรียนสามัญศึกษาที่ดำเนินการโดยชาวพุทธอินโดนีเซีย ทั้งระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา นับ ๑๐ แห่ง ในแง่คุณภาพนั้น พระราชวราจารย์สามารถนำหลักธรรมและแนวประพฤติปฏิบัติทางพุทธศาสนา ไปปลูกฝังให้กับพุทธศาสนิกชนชาวอินโดนีเซีย จนสามารถเข้าใจหลักธรรมได้ถูกต้องและมีแนวประฟฤติปฏิบัติที่เหมาะสมกับพุทธศาสนิกชนที่ดี
จากการปฏิบัติศาสนกิจในการเผยแพร่พุทธศาสนาอย่างอุทิศตนของพระธรรมทูตไทยที่มีพระราชวราจารย์เป็นหัวหน้าคณะ ทำให้พุทธศาสนาในอินโดนีเซียซึ่งซบเซาไปหลายร้อยปี ได้กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จนในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ประเทศอินโดนีเซียได้เห็นความสำคัญของพุทธศาสนาที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้น จึงประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ
พระราชวราจารย์จึงนับว่าเป็นภิกษุที่สืบทอดศาสนกิจของพระพุทธเจ้าโดยแท้ กล่าวคือ ท่านได้อุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการเผยแพร่พระพุทธศาสนา และที่สำคัญคือ ท่านได้ดำเนินการเผยแพร่ในดินแดนที่ยากจะปฏิบัติได้สะดวก แต่ด้วยความตั้งใจจริงและการอุทิศตนเองให้กับพุทธศาสนา ท่านจึงสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้ประสบผลสำเร็จ ทำให้พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทได้กลับฟื้นฟูขึ้นอีกในดินแดนที่พุทธศาสนากำลังจะสูญหายไป
พระราชวราจารย์ จึงสมควรได้รับการเชิดชูเกียรติและสรรเสริญว่าเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม ด้านการศึกษาและศาสนา โดยได้รับรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณงามความดีที่คนรุ่นหลังควรศึกษาและยึดถือเป็นแบบอย่างต่อไป

 

นายถวิล อรรถกฤษณ์

ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม
ด้านดนตรีนาฏศิลป์

           นายถวิล อรรถกฤษณ์ เกิดที่ ต.พุดเลา อ.บางประหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันอายุ ๗๗ ปี เป็นบุตรนายใย นางใหญ่ อรรถกฤษณ์
           นายถวิลสืบเชื้อสายมาจากครอบครัวนักดนตรีโดยตรง เพราะทั้งปู่ย่า ตายาย และบิดามารดาล้วนเป็นนักดนตรีทั้งสิ้น เมื่ออายุ ๙ ขวบ นายถวิลก็เริ่มเรียนดนตรีกับครูเพ็ชร จรรย์นาฏย์ เมื่ออายุ ๑๒ ขวบ ก็ได้เป็นนักดนตรีประจำวงของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร และได้เรียนดนตรีเพิ่มเติมกับครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และครูดนตรีอีกหลายท่าน ต่อมาเมื่ออายุ ๑๘ ปี จึงขอลาออกจากวัง และกลับไปอยู่กับครูเพ็ชร จรรย์นาฏย์อีก และต่อมาได้มีโอกาสไปเรียนเพลงมอญเพิ่มเติมกับครูเจิ้น จ.ปทุมธานี
ในฐานะนักดนตรี นายถวิลมีความสามารถในการเล่นดนตรีมาก โดยเฉพาะฆ้อง เป็นนักดนตรีที่รู้เพลงมาก ทั้งทางของครูเพ็ชรและทางของครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ และยังรู้เพลงมอญเป็นการเฉพาะอีกด้วย โดยเพลงต่าง ๆ เหล่านี้นายถวิลได้บันทึกเป็นโน้ตเก็บไว้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นสมบัติทางดนตรีที่มีคุณค่ามาก
          ในฐานะหัวหน้าวงดนตรี นายถวิลได้ตั้งวงดนตรีขึ้นมาหลายอย่าง ได้แก่ วงแตรวง วงอังกะลุง วงปี่พาทย์ ซึ่งวงดนตรีทุกอย่างเป็นวงที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปและเป็นที่ยอมรับของนักดนตรีด้วยกันอย่างกว้างขวาง
ในฐานะครูสอนดนตรี นายถวิลได้เปิดบ้านเป็นสถานที่ฝึกนักดนตรี มีผู้ปกครองนำเด็กมาฝากให้นายถวิลสอนเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นายถวิลสอนเด็ก ๆ เหล่านี้เหมือนลูกหลาน และไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้นายถวิลยังรับไปสอนดนตรีให้กับนักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ หลายแห่งในจังหวัดปทุมธานี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกันจนเป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปว่า นายถวิลได้สร้างนักดนตรีขึ้นมาให้แก่วงการดนตรีไทยมากมายหลายคน รวมทั้งได้สร้างนักดนตรีให้เป็นหลักของวงดนตรีตามหน่วยงานราชการแทบทุกแห่ง
นายถวิลได้คลุกคลีอยู่กับวงดนตรีไทยมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งปัจจุบัน นับเวลาเกือบ ๗๐ ปี ตลอดระยะเวลาดังกล่าว นายถวิลได้มีส่วนอย่างสำคัญในการสร้างสรรค์วงการดนตรีไทย จนอาจกล่าวได้ว่านายถวิลเป็นกำลังสำคัญท่านหนึ่งของวงการดนตรี แม้ปัจจุบันนายถวิลก็ยังอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการฝึกหัดเด็กรุ่นหลัง ด้วยความหวังว่าดนตรีไทยจะต้องคงอยู่คู่สังคมไทยตลอดไป
          ด้วยคุณสมบัติพิเศษดังกล่าว นายถวิล อรรถกฤษณ์ จึงสมควรได้รับการยกย่องเป็นบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมด้านดนตรีและนาฏศิลป์ โดยได้รับรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ เพื่อเป็นเกียรติยศแก่ชีวิตสืบไป

 

 

นายไสว สุวรรณประทีป

ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม
ด้านศิลปะการแสดงพื้นบ้าน 

          นายไสว สุวรรณประทีป เกิดที่ ต.วังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เป็นบุตรนายไปล่ นางวิง สุวรรณประทีป
          นายไสว สนใจเพลงพื้นบ้านมาตั้งแต่เด็ก โดยได้ไปขอเรียนจากพ่อเพลงแม่เพลงหลายท่าน อาศัยที่ปฏิภาณดีจึงสามารถจดจำเพลงได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และเมื่อมีความชำนาญมากขึ้น ก็สามารถเขียนเพลงและด้นเพลงได้
          ในสมัยก่อนการเล่นเพลงไม่มีการว่าจ้าง ผู้ที่เป็นนักเพลงจะตระเวนแสดงไปทั่วตามงานบุญบ้าง งานประเพณีบ้าง ซึ่งนายไสวก็มีประสบการณ์ในลักษณะนี้อย่างโชกโชน จนกระทั่งได้มาฝึกหัดลูกศิษย์ และรวบรวมกันตั้งเป็นคณะเพลง ใช้ชื่อคณะว่า ไสว วงษ์งาม รับแสดงงานทั่วไป ซึ่งนับได้ว่าเป็นคณะเพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดคณะหนึ่ง
นายไสวเป็นผู้ที่รู้เพลงมาก สามารถร้องเพลงพื้นบ้านภาคกลางได้ทุกชนิด ที่ถนัดมากได้แก่ เพลงอีแซว เพลงฉ่อย เพลงอื่น ๆ ก็เช่น เพลงเรือ เพลงเต้นกำ เพลงเหย่ย เพลงขอทาน เป็นต้น
          นายไสวไม่เพียงแต่เป็นนักเพลงที่มีความสามารถเท่านั้น แต่ยังได้ร่วมกับแม่บัวผัน จันทร์ศรี แม่เพลงผู้เป็นภรรยา ฝึกลูกศิษย์ไว้หลายรุ่นนับจำนวนหลายร้อยคน ที่มีชื่อเสียง เช่น ขวัญจิต ศรีประจันต์
เมื่อวงการวิชาการได้ตื่นตัวเรื่องเพลงพื้นบ้าน และมีการศึกษาวิจัยกันอย่างจริงจัง นายไสวได้เป็นตัวแทนของฝ่ายเพลงพื้นบ้านภาคกลางที่เสียสละเอาจริงเอาจังกับการถ่ายทอดข้อมูลให้กับนักวิชาการ นอกจากนี้นายไสวยังยินดีเดินทางไปสาธิตเพลงพื้นบ้านให้กับนักศึกษา ประชาชน ตามสถานศึกษา และสถานที่หลายแห่งติดต่อกันมา
เนื่องจากนายไสวรักการเล่นเพลงพื้นบ้านเป็นชีวิตจิตใจ ชีวิตวนเวียนอยู่กับเวทีการเล่นเพลง บางครั้งอดนอนหลายเดือนติดต่อกัน ร่างกายทรุดโทรมลงเป็นลำดับ มีโรคปอดเป็นโรคประจำตัว มิหนำซ้ำยังเกิดผิดปกติทางตา ต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดหลายครั้ง ในที่สุดตาก็บอดสนิท นายไสวอยู่ในโลกมืดเกือบ ๓ ปี โรคปอดก็กำเริบขึ้นมาอีก และเป็นเหตุให้เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อเดือน ตุลาคม ๒๕๒๕ รวมอายุได้ ๗๑ ปี หลังจากการประกาศชื่อให้ได้รับรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ๗ เดือน
          ถึงแม้ว่าร่างกายของนายไสวจะถึงกาลดับลงไปแล้ว แต่ว่าวิญญาณเพลงของนายไสวยังไม่ดับตามไปด้วย ยังคงกู่ขานให้คนรุ่นหลังได้รู้ได้สืบทอดเพลงพื้นบ้านภาคกลางต่อไปมิรู้สิ้น
          ด้วยเหตุนี้จึงสมควรยกย่องคุณงามความดีของนายไสว สุวรรณประทีป ให้เป็นที่ประจักษ์และปรากฏแก่สารธารณชน ในฐานะผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม ด้านศิลปะการแสดงพื้นบ้าน สมควรได้รับรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ เพื่อเป็นเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูล สืบไป 

 

 

 

ศาสตราจารย์ ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี

ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม
ด้านการค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้ทางวัฒนธรรม

          อาจารย์อุดม รุ่งเรืองศรี เกิดที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันอายุ ๔๘ ปี บุตรนายผดุง นางจันทร์ดี รุ่งเรืองศรี
          อาจารย์อุดมเกิดในครอบครัวที่ฐานะไม่ดีนัก กล่าวคือบิดาเป็นครูประชาบาล มารดาทำนา ในขณะเดียวกันก็มีบุตรธิดาไล่เลียงกันมาถึง ๕ คน ในขณะที่เรียนอยู่โรงเรียนประถมแถวบ้านนั้น อาจารย์อุดมและน้อง ๆ จึงต้องช่วยบิดามารดาทำนาตลอด แต่ก็โชคดีที่บิดาเป็นครูและเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงสนับสนุนให้ลูก ๆ ทุกคนได้เรียน โดยเฉพาะอาจารย์อุดมนั้นต้องเรียนหนังสือโดยการช่วยเหลือตัวเองมาตลอด กล่าวคือต้องทำงานไปพร้อม ๆ กับเรียนหนังสือ เพื่อหาเงินมาช่วยเป็นค่าใช้จ่ายจนกระทั่งสำเร็จปริญญาโท จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จปริญญาเอกจาก Magadh University ประเทศอินเดีย
          อาจารย์อุดมเป็นนักวิชาการที่ทำงานหนัก ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตเพื่องานด้านค้นคว้าทางวิชาการ ท่านจึงสามารถสร้างงานวิชาการได้มากมาย และเป็นงานที่สำคัญเพราะเป็นงานที่แสดงถึงการสืบสานวัฒนธรรมล้านนาที่กำลังจะสูญหาย โดยท่านศึกษาภาษาล้านนา เช่น คร่าวซอหงส์ผาคำของพระยาโลมาวิสัย ไตรภูมิฉบับล้านนา งานวิจัยการใช้ศัพท์ภาษาไทยกลางในการคร่าวซอเรื่องพระอภัยมณี ของพระยาพรหมโวหาร เป็นต้น
งานที่สำคัญยิ่ง และถือว่าเป็นการทุ่มเทพลังความสามารถอย่างมากของอาจารย์อุดม คือ การจัดทำพจนานุกรมล้านนา-ไทย ซึ่งนอกจากจะทุ่มเทสติปัญญาในการศึกษาค้นคว้าแล้ว ท่านยังลงมือพิมพ์ต้นฉบับทุกคำด้วยตัวเอง และเริ่มต้นด้วยการใช้ทุนของตนเอง ต่อเมื่อผลงานได้เริ่มปรากฏแก่วงวิชาการ จึงได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และธนาคารไทยพาณิชย์ พจนานุกรมฉบับนี้ถือว่าเป็นพจนานุกรมล้านนา-ไทย ฉบับสมบูรณ์ที่สุด
          ปัจจุบันอาจารย์อุดมกำลังสร้างผลงานทางวิชาการที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่ง คือ สารานุกรมไทยภาคเหนือ โดยงานนี้ทำเป็นคณะ และได้รับทุนสนับสนุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ แต่อาจารย์อุดมก็รับหน้าที่สำคัญยิ่ง คือ เป็นประธานและผู้ประสานงานโครงการ
ด้วยการทำงานค้นคว้าทางวิชาการอย่างทุ่มเทและเสียสละ ผลงานการศึกษาวิจัยเป็นที่ยอมรับทั่วไป ท่านจึงได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ ให้เป็นศาสตราจารย์ในสาขาวิชาภาษาและวรรณคดีไทยด้วยอายุเพียง ๔๐ ปี เท่านั้น ปัจจุบันอาจารย์อุดม รุ่งเรืองศรี เป็นศาสตราจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
          ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา นับว่าศาสตราจารย์ ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี เหมาะสมและสมควรได้รับการยกย่องเป็นบุคคลที่มีความดีเด่นทางในด้านปณิธานและผลงาน ที่พึงเป็นตัวอย่างที่ดีในด้านการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่วัฒนธรรมแก่อนุชนให้เจริญรอยตามได้ จึงขอยกย่องศาสตราจารย์ ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี เป็นบุคคลดีเด่นด้านค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้ทางวัฒนธรรม และได้รับรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติคุณ เพื่อเป็นเกียรติประวัติอันควรชื่นชมยินดีสืบไป

 

 

 

นายสุข ชนะชัย

ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม
ด้านการพัฒนาท้องถิ่น

          นายสุข ชนะชัย ปัจจุบันอายุ ๖๓ ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.น้ำคำ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เป็นบุตรของนายหาญ นางเปรื่อง ชนะชัย
          นายสุขเป็นผู้ชอบทำงานด้านการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก เช่น ทดลองเลี้ยงกบ เลี้ยงกระต่าย เลี้ยงแพะ เลี้ยงวัว และเมื่อโตขึ้นก็ทดลองทำงานที่ใหญ่ขึ้น เช่น เลี้ยงปลา ปลูกแตงโม ปลูกมันสำปะหลัง ในระหว่างทำงานได้สังเกตปัญหาที่เกิดขึ้น พยายามแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยความคิดและความรู้ที่แสวงหาได้จากแหล่งต่าง ๆ
ผลงานที่แสดงถึงความวิริยะของนายสุขเป็นอย่างดีก็คือ เพาะพันธุ์ปลา โดยนายสุขได้ทดลองเพาะพันธุ์ปลาชนิดหนึ่ง ด้วยการศึกษาด้วยตนเอง ในที่สุดก็สามารถเพาะพันธุ์ปลาได้ทุกชนิด ได้เป็นแหล่งจำหน่ายพันธุ์ปลาราคาถูกให้กับประชาชนทั่วไป นอกจากนี้นายสุขยังทดลองและคิดค้นวิธีเลี้ยงปลาที่เป็นแบบเฉพาะของตัวเองจนได้ผลดี เช่น วิธีเก็บน้ำบ่อเลี้ยงปลาไว้ได้ตลอดทุกฤดู ถึงแม้จะเป็นบ่อปลาที่อยู่ในทุ่งกุลาก็ตาม
ข้อสำคัญคือ นายสุขไม่ได้เก็บความสำเร็จของตนไว้คนเดียว แต่ได้นำความสำเร็จต่าง ๆ ไปเผยแพร่ให้แก่ส่วนรวม เช่น
- ได้แนะนำชาวบ้านผู้สนใจทั่วไปให้ทำการเกษตรได้ถูกต้อง
- รับเป็นวิทยากรให้กับหน่วยราชการและหน่วยงานเอกชนหลายแห่ง โดยได้เดินทางไปอบรมให้กับประชาชน และนักเรียน นักศึกษา ในหลายจังหวัดทั่วภาคอีสาน
- รับนักศึกษาจากวิทยาลัย มหาวิทยาลัย และสถานศึกษาระดับอื่น ๆ อีกหลายแห่งมาฝึกอบรมเรื่อง การเพาะพันธุ์ปลา โดยใช้ฟาร์มปลาของตนเองเป็นที่ศึกษาทดลอง พร้อมทั้งจัดหาที่พักและอาหารให้ อีกทั้งยังเป็นครูฝึกให้ด้วย โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ
- เดินทางเข้ามาเป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับภูมิปัญญาชาวบ้านหลายครั้งในกรุงเทพมหานคร
- ได้ออกรายการวิทยุโทรทัศน์หลายครั้ง ในการพูดถึงเรื่องการทำการเกษตร
นอกจากนี้ นายสุขยังเป็นผู้เสียสละเพื่อสังคมด้านอื่น ๆ อีกมาก เช่น บริจากที่ดินสร้างวัด สร้างโรงเรียน รวมทั้งใช้ที่ดินของตนเองถึง ๙๐ กว่าไร่ เพื่อปลูกป่ารักษาความชุ่มชื่นให้กับชุมชน และเพื่อให้ชาวบ้านใช้เป็นที่หาของป่าและสมุนไพร
จึงกล่าวได้ในที่สุดว่านายสุขมิใช่เพียงเกษตรกรผู้เกิดมาเพื่อสร้างตนเองเท่านั้น แต่ยังได้อุทิศตัวเอง ทุ่มเทพลังงานและความสามารถทั้งปวง เพื่อความกินดีอยู่ดีของเพื่อนมนุษย์
          ด้วยเหตุนี้จึงสมควรยกย่องให้ นายสุข ชนะชัย เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม ด้านการพัฒนาท้องถิ่น สมควรได้รับรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ เพื่อเป็นเกียรติยศแก่ชีวิตสืบไป