ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ประจำปีการศึกษา 2534

 

นายสกล  แก้วเพ็ญกาศ

  ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม 
   ด้านดนตรีนาฏศิลป์

           นายสกล แก้วเพ็ญกาศ เป็นชาวจังหวัดนนทบุรี เกิดเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๕๒ ปัจจุบันอายุ ๘๒ ปี นายสกลเป็นผู้ที่สืบเชื้อสายดนตรีมาจากบรรพบุรุษ ทั้งฝ่ายตายายและแม่และฝ่ายปู่ย่าและพ่อ และยังมีโอกาสเรียนกับครูดนตรีชั้นครูอีกหลายท่าน เช่น ครูพร้อมสุนทรนัฎ ครูกล้าม ณ บางช้าง ครูหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ทำให้นายสกลเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถของประเทศท่านหนึ่ง
           เนื่องจากทางบ้านของนานสกล มีวงดนตรีตั้งแต่บรรพบุรุษและช่วงที่นายสกลเริ่มเติบใหญ่มานั้น บิดาก็เสียชีวิตไป เหลือแต่แม่เป็นผู้ควบคุมวง ดังนั้นเมื่อนายสกลเล่าเรียนวิชาจนมีความรู้พอตัวงแล้วจังกลับมาช่วยมารดาควบคุมวง นำวงดนตรีออกบรรเลงตามงานต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด จนมีผู้รู้จักและชื่นชมวงปี่พาทย์ “นายสกล” ไปทั่วและในปัจจุบันนายสกลก็ยังคงเป็นหัวหน้าวงดนตรีอยู่ นอกจากนี้นายสกลยังสามารถแต่งเพลงทางร้องและทำนองดนตรี และสามารถขับร้องเพลงไทยจนเป็นที่ยอมรับกันอยู่ในวงการของเพลงไทย ตลอดจนมีความสามารถในการทำเครื่องดนตรีที่สำคัญหลายชนิด เช่น การเหลาผืนระนาด การทำอังกะลุง การขึ้นหนังหน้ากลอง เป็นต้น 
           นอกจากความสามารถในเชิงปฏิบัติดังที่กล่าวมาแล้ว นายสกลยังมีความสามารถและมีจิตใจที่เป็นครูอย่างแท้จริง โดยนายสกลได้รับเป็นครูฝึกสอนดนตรีไทยแก่เด็กมาตั้งแต่วัยหนุ่ม ด้วยวิธีการรับเด็กที่จะฝึกหัดดนตรีมาอยู่กินนอนที่บ้าน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ซึ่งจะมีเด็กอยู่ที่บ้านนายสกลนับสิบคนตลอดเวลา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นายสกลจึงมีลูกศิษย์ที่เป็นนักดนตรีมาก มีทั้งที่รับราชการในกรมศิลปากร เหล่าทัพต่าง ๆ โรงเรียนต่าง ๆ และมีทั้งไปตั้งวงดนตรีจนมีชื่อเสียง 
          ดังนั้น จึงสมควรให้นายสกล แก้วเพ็ญกาศ ได้รับรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ ในฐานะบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม ด้านดนตรีนาฏศิลป์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ชีวิตสืบไป

 

 

 

 

 

 

 

นายสาคร  ยังเขียวสด

ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม
ด้านศิลปะการแสดงพื้นบ้าน

นายสาคร  (โจหลุยส์)  ยังเขียวสด  เกิดเมื่อวันเสาร์  เดือน    ปีจอ  พุทธศักราช ๒๔๖๔  ในเรือละครหน้าวัดปากคลองบางตระไคร้  จังหวัดนนทบุรี  ปัจจุบันอายุ  ๗๐  ปี  เป็นผู้พลิกฟื้นการเล่นหุ่นละครเล็กที่เลิกราหมดตัวผู้แสดงไปแล้ว  ให้มีชีวิตชีวาขึ้นอีก  ยังผลให้ศิลปะการแสดงหุ่นของไทยชนิดนี้ได้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

นายสาครเกิดในตระกูล  ศิลปิน  คือ  บิดามารดาเป็นโขน  ละคร  ลิเก  กับเป็นผู้เชิดหุ่นให้แก่คณะนายแกร  ซึ่งเป็นคณะหุ่นละครเล็กที่มีชื่อเสียงมาก  ภายหลังเมื่อบิดามารดาชราภาพ  นายสาครได้เป็นหัวหน้าคณะลิเกที่บิดาเคยดูแลอยู่  แล้วได้รับความไว้วางใจจากทายาทนายแกรให้เป็นผู้ดูแลตัวหุ่นทั้งหมดในฐานะเป็นช่างซ่อมหุ่นผู้มีความสามารถ  แต่ในขณะนั้นคณะหุ่นต้องปิดการแสดงลงแล้วเพราะไม่มีทายาทผู้สืบทอด

ด้วยความรักและความเป็นห่วงว่าศิลปะการแสดงแบบเก่าของไทยจะเสื่อมสูญไปเมื่อปีพุทธศักราช  ๒๕๒๘  นายสาครจึงพยายามรื้อฟื้นการแสดงหุ่นละครเล็กขึ้น  โดยมีความอุตสาหะสร้างหุ่นซึ่งมีกลไกซับซ้อนสามารถหันหน้า  และแสดงกิริยาต่าง ๆ ได้  ขึ้นมาอีกหนึ่งชุด  แล้วฝึกลูก ๆ ซึ่งเคยจัดตั้งเป็นคณะโขนเด็ก  รวมทั้งคนอื่น ๆ ให้รู้จักเชิดหุ่น  กลายเป็นหุ่นคณะใหม่  เป็นที่ชื่นชมตื่นตาตื่นใจของคนทั่วไป  นายสาครได้คิดให้มีการเชิดหุ่นหน้าโรง  เพื่อแสดงลีลาการเชิดหุ่นแบบเก่า    คนต่อ    ตัว  ว่าเป็นเช่นไร  เป็นผู้ดัดแปลงให้หุ่นแสดงเรื่องรามเกียรติ์  นอกเหนือจากเรื่องอื่น ๆ ที่นิยมเล่นได้  ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ศิลปะหุ่นละครเล็กจึงมีชีวิตชีวากลับคืนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  จนเคยได้รับการเชื้อเชิญให้ไปแสดงถึงประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนายสาครจะทำให้ละครเล็กเป็นที่รู้จักแพร่หลาย  นายสาครยังถ่ายทอดวิชาชีพการทำตัวโขน  ตลอดจนฝึกสอนวิธีเชิดหุ่นและฝึกหัดโขนให้แก่เด็กรุ่นใหม่  กับยังสละเวลาให้ความรู้เรื่องหุ่นแก่ทุก ๆ คนที่มาหาด้วยความเต็มอกเต็มใจ  นับเป็นผู้อนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปะไทยที่มีอัธยาศัยและมีความเสียสละยิ่ง

ด้วยเหตุนี้จึงสมควรยกย่องคุณความดีของนายสาคร  ยังเขียวสด  ให้เป็นที่ประจักษ์และปรากฏแก่สาธารณชน  ในฐานะบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม  ด้านศิลปะการแสดงพื้นบ้าน  สมควรได้รับรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ    เพื่อเป็นเกียรติแก่ชีวิตสืบไป

 

 

 

 

 

 

 

 

นายวิโรฒ  ศรีสุโร

ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม

ด้านค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้ทางวัฒนธรรม

 

        นายวิโรฒ ศรีสุโร เป็นคนไทยระดับสามัญชนคนหนึ่ง ที่มีคุณสมบัติมิใช่เป็นสามัญธรรมดาเช่นสามัญชนทั่วไป กล่าวคือ เป็นบุคคลที่มีความศรัทธา ความปรารถนาอันแน่วแน่ในการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้ทางวัฒนธรรม กับเป็นบุคคลที่มีความรัก ความห่วงหวงมรดกทางวัฒนธรรมของชาติอย่างจริงใจ ซึ่งแสดงออกด้วยผลงานที่เป็นทั้งลักษณะนามธรรม และรูปธรรมอย่างต่อเนื่องปรากฏเป็นที่ประจักษ์ได้ เป็นที่คนทั่วไปและบุคคลในแวดวงวิชาการยอมรับ เชื่อถือในคุณสมบัติพิเศษและผลงานของบุคคลนี้เป็นลำดับมา
นายวิโรฒ ศรีสุโร มีชาติภูมิอยู่ที่ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เมื่อศึกษาจบชั้นประโยคมัธยมศึกษา จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ปัตตานีแล้ว ได้เดินทางเข้ามายังกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาในระดับอุดมศึกษา เคยสมัครเข้าศึกษาในคณะสถาปัตยกรรม ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีตามสาขาวิชาแล้ว เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำ ในคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น
          นายวิโรฒ ศรีสุโร เป็นบุคคลที่ทรงคุณวุฒิและเป็นเอกตทัคคะในศิลปกรรมและวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างยิ่งยวด เป็นบุคคลที่ทุ่มเทความศรัทธา ความปรารถนาอันแน่วแน่ให้กับการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ศิลปกรรมและวัฒนธรรมของภาคดังกล่าวอย่างจริงใจ เป็นคนไทยคนแรกที่เริ่มเก็บรวบรวมเกวียนที่มีอยู่แต่ละภาคในประเทศ นำมาอนุรักษ์ไว้ด้วยความสำนึกเห็นคุณค่าของยานพาหนะทางบก ซึ่งชนในสยามประเทศได้ใช้มาแต่โบราณ และปัจจุบันได้กลายเป็นมรดกที่กำลังจะสูญไปจากชาติ พิพิธภัณฑ์เกวียนที่นายวิโรฒ ศรีสุโร ได้จัดสร้างทำขึ้นด้วยทุนทรัพย์ และน้ำพักน้ำแรงของตนเอง นับแต่การออกเที่ยวหาซื้อเกวียนยังแหล่งต่าง ๆ การสร้างทำโรงเก็บเกวียน ซึ่งรวบรวมไว้ได้เกือบ ๗๐ เล่ม ยังการให้บริการความรู้แก่ผู้สนใจมาเยี่ยมดู นักศึกษา นักวิชาการ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งเป็นภาระที่ต้องใช้ความอดทน เสียงสละและพากเพียรตลอดระยะเวลายาวนานกว่า ๒๐ ปี ผลงานในด้านอนุรักษ์เกวียนซึ่งรวบรวมมาแต่ที่ต่าง ๆ ในสยามประเทศนี้ย่อมเป็นประจักษ์พยาน ยืนยันความศรัทธา ความมั่นคงในปณิธานอันแรงกล้าและแน่วแน่ของนายวิโรฒ ศรีสุโร ที่มีความห่วงหวงทางมรดกทางวัฒนธรรมของชาติโดยแท้
          นายวิโรฒ ศรีสุโร ยังมีผลงานทางวิชาการด้านวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเกิดจากการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง เป็นบทเขียนทางวิชาการที่ได้รับการจัดพิมพ์เผยแพร่จำนวนมากเรื่อง ซึ่งสาระของผลงานทางวิชาการด้านวัฒนธรรมนี้ กล่าวได้ว่าเป็นการเปิดพรมแดนแห่งความรู้ความเข้าใจศิลปกรรมและวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เบิกกว้าง และลุ่มลึกกว่าที่พึงมีมาแต่กาลก่อน
          ด้วยคุณสมบัติพิเศษอันไม่เป็นสามัญในสามัญชน ของนายวิโรฒ ศรีสุโร ดังกล่าวมาโดยสังเขปนี้ นับว่านายวิโรฒ ศรีสุโร เหมาะสมและสมควรยกย่องเป็นบุคคลที่มีความดีเด่นทั้งในด้านปณิธานและผลงาน ที่พึงเป็นตัวอย่างที่ดีในด้านการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่วัฒนธรรมแก่อนุชนให้เจริญรอยตามได้ คณะกรรมการพิจารณาบุคคลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม จึงขอยกย่องนายวิโรฒ ศรีสุโร เป็นบุคคลดีเด่นด้านค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้ทางวัฒนธรรม และได้รับรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติคุณ เพื่อเป็นเกียรติประวัติอันควรชื่นชมยินดีสืบไป

 

 

 

 

 

 

 

นางรัชนี  ธงไชย

ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม

ด้านการศึกษา

 

          นางรัชนี ธงไชย เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๑ ที่จังหวัดธนบุรี ปัจจุบันอายุ ๔๓ ปี เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมก่อตั้งโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เพื่อทดลองรูปแบบการศึกษาระบบใหม่ให้แก่เด็กไทย หมู่บ้านเด็กเป็นโครงการที่แสดงถึงความริเริ่มอันสำคัญทางการศึกษาไทย ที่แสดงให้ประจักษ์ถึงการศึกษามิใช่กิจกรรมเฉพาะโรงเรียนในชั่วโมงเรียน เพราะความจริงที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การศึกษาเป็นวิถีชีวิตซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ครูและเด็กเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการร่วมกิจกรรมทางการศึกษา ยิ่งกว่านั้นเด็ก ๆ ที่ได้รับการโอบอุ้มจากหมู่บ้านเด็กและโรงเรียนหมู่บ้านเด็กที่นางรัชนี ธงไชย เป็นครูใหญ่ ล้วนเป็นเด็กจากครอบครัวผู้ยากไร้ ประสบปัญหาชีวิตต่าง ๆ นานาจากสภาพครอบครัวเดิมที่เป็นครอบครัวไร้สุข
          หมู่บ้านเด็กและโรงเรียนหมู่บ้านเด็กที่นางรัชนี ธงไชย รับผิดชอบบริหารงานอย่างอุทิศตนแก่งานนั้น ได้เบิกขบยายเส้นทางทางการศึกษาจากรูปแบบดั้งเดิมที่ค่อนข้างเป็นไปในลักษณะเดียวให้ใส่รูปแบบและทางเลือกใหม่ เพื่อสอดคล้องต่อความหลากหลายและตรงต่อการแก้ปัญหาผู้เรียน อำนวยให้เกิดความสัมพันธ์และเกื้อกูลแก่กันด้วยความเป็นกัลยาณมิตร ผู้เรียนซึ่งมาจากครอบครัวที่ประสบปัญหาและมีพฤติการณ์ก้าวร้าว ขาดความมั่นคงทางสังคม อารมณ์และจิตใจ ต่างพัฒนาดีขึ้นท่ามกลางการรู้จักคิด รู้จักทำ รู้จักพึ่งตนเอง
          ผลงานและคามสำเร็จโดยแท้จริงนั้น แม้ประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่ายอันควรได้รับเกียรตินับแต่ผู้บริจาคช่วยเหลือมูลนิธิเด็ก บุคลากรที่เป็นเจ้าหน้าที่ ครู และนักเรียน แต่กระนั้น ความสำเร็จที่สำคัญย่อยากจะเกิดขึ้นหากขาดครูใหญ่ที่โถมอุทิศตนอย่างจริงจังแก่โรงเรียนที่อยู่ในหุบเขา ภูดอย ต้องฟันฝ่าปัญหาและขจัดอุปสรรคในระยะต่าง ๆ เริ่มจากก้าวแรกจากเล็กสู่ใหญ่ จากการขาดความสันทัดจัดเจน เพราะเป็นงานริเริ่มใหม่ สู่บทเรียนที่อุดมสมบูรณ์ขึ้นเป็นลำดับ โรงเรียนหมู่บ้านเด็กจึงมิใช่เป็นเพียงโรงเรียนอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าศึกษาในการแก้ไขปัญหาเด็กจำนวนหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีคุณูปการต่อความคิดและวิธีการจัดการศึกษาของไทยอย่างมิอาจปฏิเสธได้
          นางรัชนี ธงไชย จึงได้รับการเชิดชูสรรเสริญว่า เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมด้านการศึกษา โดยได้รับรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติคุณ เพื่อเป็นเกียรติประวัติอันควรชื่นชมยินดีสืบไป

 

 

 

นายชบ  ยอดแก้ว

ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม

   ด้านการพัฒนาท้องถิ่น

 

          นายชบ ยอดแก้ว อาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดน้ำขาวใน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นผู้มีความตั้งใจแน่วแน่และเสียสละอย่างสูง ทุ่มเทความคิดจิตใจให้กับการพัฒนาตำบลน้ำขาวอย่างจริงจัง โดยอาศัยเวลานอกราชการ หลังโรงเรียนเลิกไปจนดึกดื่น เดินทางไปเข้าร่วมประชุมกับชาวบ้าน เพื่อรณรงค์ให้ชาวบ้านหันมาแก้ไขปัญหาความยากจน ปัญหาหมู่บ้านเสื่อมโทรมและต้องการพัฒนาจิตสำนึกชาวบ้านให้เลิกละอบายมุข มีขันติธรรมในการอยู่ร่วมกัน และพัฒนาหมู่บ้านบนหลักการพึ่งตนเอง
          โครงการสร้างกิจกรรมการออกทรัพย์แบบพัฒนาครบวงจรชีวิต เป้นความสำเร็จที่เกิดขึ้นใน ๑๑ หมู่บ้าน ของตำบลน้ำขาว เริ่มต้นจากการนำชาวบ้านมาร่วมมือกับเพื่อนข้าราชการพัฒนาหมู่บ้าน โดยให้ชาวบ้านสะสมเงินคนละเล็กละน้อยจนกลายเป็นเงินทุนก้อนใหญ่ เพื่อให้ชาวบ้านที่ทุกข์ยากเดือดร้อน เนื่องจากขาดเงินรักษาเวลาเจ็บป่วย มีปัญหาเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน ไม่มีเงินทุนขยายการเกษตร ได้มีเงินใช้ตามสมควรกับความต้องการ กลุ่มออกทรัพย์ที่ครูชบ ยอดแก้วจัดตั้งขึ้น ได้กลายเป็นที่พึ่งของชาวบ้านด้านเศรษฐกิจ การเงิน สามารถขยายตัวเติบใหญ่เป็นกองทุนสวัสดิการ และมีรูปแบบการประกันสวัสดิการแก่สมาชิกหลายอย่าง ปัจจุบันชาวบ้านที่เจ็บป่วยสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ชาวบ้านที่เป็นคนไข้ในโรงพยาบาลปัจจุบันกลุ่มออมทรัพย์จะให้เบิกเงินค่ารักษาพยาบาลเป็นรายเดือนได้ด้วย สำหรับสมาชิกที่ถึงแก่กรรมก็จะมีเงินช่วยทำศพ ๑,๔๐๐ บาทต่อคน ตำบลน้ำขาวแต่ละหมู่บ้านจึงกลายเป็นหมู่บ้านสวัสดิการบนหลักการพึ่งพาช่วยเหลือกันเองของชาวบ้าน
          ไม่เพียงแต่ชาวบ้านจะมีแหล่งเงินทุนกู้ยืมของตนเองเท่านั้น ยังมีสหกรณ์ร้านค้าสำหรับซื้อสินค้าราคาถูก ได้รับเงินปันผลกลับคืน ปัจจุบันสหกรณ์ร้านค้าเติบโตมากขึ้น และมีโครงการรับซื้อยางพาราหรือผลผลิตของชาวบ้าน เพื่อรวบรวมไปขายแก่พ่อค้าหรือโรงงานในราคาที่สูงกว่าชาวบ้านต่างคนต่างขาย ซึ่งเป็นวิธีการเพิ่มพูนรายได้ให้ชาวบ้าน นอกจากนี้นายชบ ยอดแก้ว ยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนหนึ่งในการรวมความคิดและประสบการณ์ของกลุ่มออกทรัพย์อื่น ๆ ในภาคใต้ เพื่อสร้างศูนย์กลางผู้บริโภค รวมเงินก้อนใหญ่ไปซื้อสินค้าราคาถูกหรือราคาขายส่ง และนำสินค้านั้นมาขายสมาชิกกลุ่มทั้งหมด เพื่อให้ได้บริโภคสินค้าราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
          ตำบลน้ำขาวที่เคยเสื่อมโทรม เต็มไปด้วยโจรผู้ร้าย จนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะส่งหน่วยปราบปรามพิเศษเข้าจัดการอย่างเด็ดขาด หลังจากที่ชาวบ้านพัฒนาทางเศรษฐกิจและจิตใจแล้ว ปัจจุบันนี้ หากมีการลักเล็กขโมยน้อยเกิดขึ้น ชาวบ้านจะไม่เชื่อเลยว่าเป็นคนภายในหมู่บ้าน
          ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถยกยกให้นายชบ ยอดแก้ว เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมด้านการพัฒนาท้องถิ่น ได้รับรางวัลพระสิทธิธาดาทองคำ เพื่อเป็นเกียรติยศแก่ชีวิตสืบไป