พรรณไม้งาม

กุมภาพันธ์

  • ดอกทองกวาว

    ชื่อวิทยาศาสตร์ : Butea monosperma (Lam.)Taubert
    วงศ์: LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
    ชื่อสามัญ: Bastard Teak, Bengal Kino, Flame of the Forest

    บริเวณ

    ภายในมหาวิทยาลัยได้ปลูกต้นทองกวาวจำนวน 10 ต้น บริเวณทางเดินซอย 2

    ลักษณะทั่วไป

    เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 12-18 เมตร เปลือกต้นเป็นปุ่มปม กิ่งอ่อนมีขนละเอียด สีน้ำตาลหนา การแตกกิ่งก้านไปในทิศทางที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ ซึ่งภายในมหาวิทยาลัยได้ปลูก ต้นทองกวาวจำนวน 10 ต้น บริเวณทางเดินซอย 2 โดยคนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูก ต้นทองกวาวไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเงิน มีทองมากเพราะทองกวาวเป็นไม้มงคล นามคือสามารถ มีทองได้ตามธรรมชาติหรือมี ทองมากนั้นเอง นอกจากนี้ดอกยังมี ความสวยเรืองรอง ดังทองธรรมชาติ

    • ใบ: เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับใบย่อยที่ปลายรูปไข่ กลีบแกมสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ใบย่อยด้านข้างเป็นรูปไม่เบี้ยว กว้าง 8-15 เซนติเมตร ยาว 9-17 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ
    • ดอก: ออกเป็นช่อคล้ายดอกทองหลาง สีแดงส้ม มีความยาว 6-15 เซนติเมตร มีดอกย่อยเกาะเป็นกลุ่ม เวลาบานมี 5 กลีบ จะออกดอกดกที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
    • ผล: ผลมีลักษณะเป็นฝักสีน้ำตาลอ่อน แบน โค้งงอเล็กน้อย ไม่แตก ด้านบนหนาแตกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดขนาดเล็กอยู่ภายใน 1 เมล็ด ฝักยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร กว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตรไม้มงคล
  • ดอกหิรัญญิการ์

     


    ชื่อวิทยาศาสตร์ : Beaumontia brevityba. Oliv.
    วงศ์ : APOCYNACEAE
    ชื่อสามัญ : Nepal Trumpet.

    บริเวณ

    ภายในมหาวิทยาลัยได้ปลูกต้นหิรัญญิการ์ จำนวน 46 ต้น บริเวณซุ้มทางเดินไปศูนย์อาหาร และบริเวณซุ้มทางเดินซอย 1

    ลักษณะทั่วไป

    หิรัญญิการ์เป็นไม้กลางแจ้งที่ปลูกง่าย มีวิธีการปลูกโดยการนำต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด หรือนำกิ่งที่ได้จากการตอนมาปลูก โดยขุดหลุมปลูกให้มีความกว้าง ลึก ประมาณ 1 x 1 ฟุตรอง ก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักประมาณ 1/4 ของหลุม กลบดินเล็กน้อย แล้วจึงวางต้นกล้า หรือ กิ่งตอนลงกลางหลุมกลบดินพอแน่น แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

    • ต้น : หิรัญญิการ์เป็นไม้เถาใหญ่เนื้อแข็ง ทุกส่วนของลำต้นหรือ เถาจะมียางสีขาวส่วน ยอดหรือส่วนอื่นๆ ที่ยังอ่อนอยู่จะมีขน สีน้ำตาลอมแดงขึ้นปกคลุมหิรัญญิการ์มัก เลื้อย เกาะพันต้นไม้อื่น และสามารถเลื้อย ไปได้ไกลประมาณ 15 เซนติเมตร
      ใบมีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร และ กว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตร ใบด้าน
      บนเป็นมัน
    • ดอก : ดอกหิรัญญิการ์มีขนาดใหญ่ สีขาว ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ออกดอก เป็นช่อตาม ซอกใบและปลายกิ่ง ดอกมีลักษณะคล้ายถ้วย ตอนปลาย ของดอกจะบานกว้างมี 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้ติดอยู่กับเนื้อบริเวณโคนกลีบมีลักษณะเป็นเส้นยาว แยกออกจากกัน คือจะมีเกสรติดอยู่กลีบละ 1 อัน หนึ่งดอกมีเกสร ตัวผู้อยู่ 5 อัน ส่วนเกสรตัวเมีย จะ มีลักษณะ เป็นแท่งขนาดเล็กซ่อนอยู่ข้างในดอก ดอกเมื่อบานเต็ม ที่จะมีความกว้าง ประมาณ 8 เซนติเมตรและยายประมาณ 13 เซนติเมตรช่อดอกหนึ่ง ๆ จะมีดอกตั้งแต่ 6-15 ดอก ดอกจะผลัดกันบานครั้งละประมาณ 4 ดอก แตกกิ่งก้าน สาขาแผ่เป็นพุ่มแน่น เฉพาะส่วนยอดหรือ บริเวณที่ได้รับแสงอย่างเต็มที่ จะออกดอกประมาณเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์
    • ใบ : หิรัญญิการ์เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกใบเป็นคู่ตรงข้ามกัน ตามข้อต้นลักษณะ ใบหยาบ ยาวหนา รูปใบมนปลายใบแหลม เป็นติ่ง ขอบใบเรียบ เกลี้ยง
  • ดอกโมกราชินี

    ชื่อวิทยาศาสตร์ : Wrightia sirikitiae Mid.& Santisuk
    วงศ์ : APOCYNACEAE
    ชื่อสามัญ : -

    บริเวณ

    ภายในมหาวิทยาลัยได้ปลูกต้นโมกราชินี จำนวน 1 ต้น บริเวณศาลาธรรมธัช

    ลักษณะทั่วไป

    เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ผลัดใบ สูงประมาณ 4-6 เมตร ทุกส่วนของต้นมียางสีขาวข้น เปลือกลำ ลำต้นสีน้ำตาลอ่อน มีตุ่มใหญ่หนาแน่น ใบ เดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ มีขนนุ่มประปราย ดอก สีขาว ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมอ่อน ผลเป็นฝักคู่คล้ายกระบองยาว ฝักอ่อนสีเขียวฝักแก่สีน้ำตาล อ่อนออกดอกและผล ในช่วงฤดูร้อน ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง

  • ดอกสาวสันทราย

    ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clerodendrum quadriloculare Merr.
    วงศ์ : Verbenaceae
    ชื่อสามัญ : Quezonia

    บริเวณ

    ภายในมหาวิทยาลัยปลูกต้นสาวสันทราย จำนวน 1 ต้น บริเวณ ศูนย์วัฒนธรรม

    ลักษณะทั่วไป

    สาวสันทรายเป็นไม้พุ่ม สูง 2-5 เมตร ชอบดินร่วน แดดจัด

    ใบ : ใบเดี่ยว ออกตรงกันข้าม ขอบเป็นคลื่น ด้านบนสีเขียว ด้านล่างสีม่วงเปลือกมงคุด

    ดอก : มีสีขาวอมม่วง ดอกเป็นช่อขนาดใหญ่ที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงโคนติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก สีม่วง แดง กลีบดอกเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 แฉก และม้วนงอ ออกดอกช่วงเดือน พฤศจิกายน - มกราคม