เกี่ยวกับคณะ

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีจุดเริ่มต้นนับตั้งแต่พุทธศักราช 2526 เมื่อมหาวิทยาลัยได้ก่อตั้ง “ศูนย์ภาษาอังกฤษ” ต่อมาในพุทธศักราช 2529 ได้รับอนุมัติให้เป็นคณะวิชาชื่อ “คณะมนุษยศาสตร์” แรกเริ่มเปิดสอน 2 หลักสูตร ได้แก่ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ และสาขาวิชาภาษาจีนธุรกิจ จากนั้นจึงได้เปิดสอนหลักสูตรสาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม ในพุทธศักราช 2530 นับว่าเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งแรกของประเทศไทยที่เปิดสอนหลักสูตรสาขาวิชาภาษาจีนธุรกิจและการท่องเที่ยวและการโรงแรม

นอกจากนี้ยังมีภาควิชาพื้นฐานทั่วไป ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่พุทธศักราช 2522  ทำหน้าที่จัดการรายวิชาศึกษาทั่วไปให้แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ประกอบด้วยกลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ต่อมาในพุทธศักราช 2540 จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “หมวดวิชาศึกษาทั่วไป”

ด้วยเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์จึงได้พัฒนาคณะมนุษยศาสตร์ โดยปรับปรุงหลักสูตรเดิมและเปิดหลักสูตรใหม่เพิ่มเติมขึ้นอีก เพื่อเพิ่มทางเลือกการศึกษาให้หลากหลายทั้งสายวิชาการและวิชาชีพ สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงาน ทั้งในปัจจุบันและอนาคตมากยิ่งขึ้น และเปลี่ยนชื่อคณะวิชาเป็น “คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544

เวลาผ่านพ้นไปกว่าทศวรรษนับตั้งแต่การก่อตั้งคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เล็งเห็นถึงความเจริญเติบโตและศักยภาพด้านการจัดการศึกษาของคณะวิชานี้ที่มีมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้น ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยครั้งที่ 3 ปีการศึกษา 2555 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2556 จึงมีมติอนุมัติให้ปรับโครงสร้างคณะวิชาโดยการยุบรวมหน่วยงาน คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และสถาบันภาษา พร้อมทั้งจัดตั้งคณะวิชาใหม่ 3 คณะ ได้แก่ คณะศิลปศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2556 เป็นต้นไป

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรี 4 หลักสูตร ได้แก่

นอกเหนือจากการทำหน้าที่เปิดสอนหลักสูตรข้างต้นแล้ว คณะศิลปศาสตร์ยังมีหน้าที่จัดการเรียนรู้ในรายวิชาศึกษาทั่วไป โดยเฉพาะวิชาในกลุ่มสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียน และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพและการดำรงตนในสังคม

บริการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน จำนวน  3 รายวิชา ได้แก่ Remedial English (LA010), English 1 (LA101), English 2 (LA102) เพื่อฝึกฝนให้นักศึกษาสามารถใช้ทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน และเพิ่มพูนทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ การฟัง พูด อ่าน และเขียน เพื่อเตรียมตัวสำหรับศึกษาในรายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์เฉพาะตามแต่ละสาขาของผู้เรียน

จัดการเรียนการสอนรายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อจุดประสงค์เฉพาะ จำนวน 6 หน่วยกิต โดยจัดสอนเนื้อหาและวัตถุประสงค์ให้ตรงตามแต่ละสาขาวิชาของผู้เรียน อีกทั้งยังสอดแทรกเนื้อหาความรู้ทางด้านธุรกิจ และการเตรียมความพร้อมเพื่อการสมัครงานและการทำงาน

จัดการทดสอบทักษะภาษาอังกฤษด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (Computerized English test) ให้แก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยทั้งในระดับปริญญาตรี และระดับบัณฑิตศึกษา ตลอดจนบริการให้คำปรึกษาและแนะนำด้านการเรียนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์

นอกจากนี้ ยังให้บริการทดสอบทักษะภาษาอังกฤษครบทั้ง 4 ทักษะแก่นักเรียนในโครงการ EP (English Program) ระดับมัธยมศึกษา และหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นอกจากนี้ยังมีบริการสร้างชุดข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษตามวัตถุประสงค์เฉพาะของแต่ละหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ อีกด้วย

 

“ศิลปศาสตร์” (Liberal Arts) หมายถึง ความรู้สาขาหนึ่งที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ พฤติกรรมมนุษย์ หรือประสบการณ์ของมนุษย์ในอดีต ตลอดจนคุณค่าทางจิตใจและงานของคน ได้แก่ ศิลปะ วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ศาสนาและปรัชญา โดยมีจุดมุ่งหมายของการศึกษาเพื่อให้เกิดความสำนึกในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ สร้างบุคคลให้เป็นคนโดยสมบูรณ์ พัฒนาสติปัญญา มีจิตใจและรสนิยมสูง เน้นการพัฒนาภายในจิตใจของบุคคลเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยไม่สนใจหรือเห็นความจำเป็นที่จะต้องนำความรู้หรือปัญญาที่เจริญแล้วนั้นไปใช้ประกอบอาชีพโดยตรง

ต้นกำเนิดศิลปศาสตร์

“ศิลปศาสตร์” คือ ศาสตร์เก่าแก่ของโลก มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ โดยเริ่มจากหลักการศึกษาของชาวกรีกโบราณที่เรียกว่า “ไพดีอา”(Paideia) ต่อมาชาวโรมันรับอิทธิพลแนวความคิดนี้ไปจากกรีกโดยเรียกเป็นภาษาละตินว่า “ฮิวแมนิตาส” (Humanitas)  ซึ่งต่างก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ “การสร้างและพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” หลังจากนั้นในยุคกลางได้สืบทอดแนวความคิดเรื่องนี้ โดยใช้เป็นหลักสูตรสำหรับสถานศึกษาของคริสเตียน และนำวิชาทั้ง 7 วิชาในสมัยกรีกโบราณที่เรียกว่า “ลิเบอรัล อาร์ตส์” (Liberal Arts) หรือ “ศิลปศาสตร์” มาใช้สอน แต่เน้นหนักในเรื่องศาสนามากกว่าอย่างอื่น และด้วยเหตุนี้ในช่วงปลายยุคกลางเชื่อมต่อยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา จึงมีนักวิชาการกลุ่มที่เรียกว่า“อูมานิสตี” (Umanisti) หันไปสนใจศึกษาเรื่องราวที่เกี่ยวกับมนุษย์มากขึ้น โดยใช้คำเรียกสิ่งที่ตนสนใจนี้ว่า “สตูดิอา ฮิวแมนิตาติส” (Studia Humanitatis) วิชาที่สนใจคือวิชาไวยากรณ์ วรรณคดี วาทศาสตร์ และปรัชญา ซึ่งสอดคล้องกับ “ฮิวแมนิตาส” ในยุคโรมัน และในคริสต์ศตวรรษที่ 19 คำว่า “ฮิวแมนิตีส์” (Humanities) หรือมนุษยศาสตร์นั้นก็เกิดขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยมี เอฟ. ยอท. นีธัมเมอร์  (F. J. Niethammer) นักวิชาการชาวเยอรมันคิดคำนี้ขึ้นใช้ เพื่อเรียกกลุ่มวิชาที่ต่างกับวิชาวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ อีกทั้งยังเป็นคำพ้องความหมายกับคำว่า“ศิลปศาสตร์” หรือ “ลิเบอรัล อาร์ตส์” (Liberal Arts) ด้วย นอกจากนี้ยังมี “อักษรศาสตร์” (Arts) อีกหนึ่งคำที่พ้องความหมายกัน เพราะเป็นชื่อคณะวิชาในกลุ่มศิลปศาสตร์-มนุษยศาสตร์

วิชาของศิลปศาสตร์ในยุคต่างๆ

ยุคกรีกโบราณ หลักฐานที่แสดงจำนวนวิชายังไม่ชัดเจน แต่ประกอบด้วยวิชาในกลุ่มศิลปศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์ ในกลุ่มศิลปศาสตร์สามารถจัดแบ่งกลุ่มวิชาที่เรียนออกเป็น 3 กลุ่มคือ

กลุ่มแรก ได้แก่ วิชาการอ่านและการเขียน

กลุ่มที่สอง ได้แก่ วิชากายบริหาร

กลุ่มที่สาม ได้แก่ วิชาดนตรีและกวีนิพนธ์ ซึ่งทั้งสองวิชานี้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างมาก เพราะกวีนิพนธ์ของกรีก จะนำมาใช้ขับร้องประกอบการดีดพิณ ดังนั้นทุกคนต้องเรียนวิชาดีดพิณ นอกจากนี้ยังมีวิชาวาทศิลป์ ซึ่งเป็นวิชาสำคัญสำหรับชนชั้นปกครองในยุคนั้น

ยุคโรมัน แม้จะรับวิชาความรู้มาจากกรีก แต่มีความแตกต่างในบางประการ เช่น ในสมัยกรีกจะไม่เรียนรู้ภาษาของชนชาติอื่น แต่เมื่อถึงยุคโรมัน ภาษากรีกกลายเป็นภาษาต่างประเทศ ชาวโรมันที่มีฐานะดีจึงได้เรียนทั้งภาษากรีกและภาษาละติน โดยให้เรียนไวยากรณ์และวรรณคดีกรีกก่อน หลังจากนั้นจึงเรียนภาษาละติน นอกจากนี้ยังได้เรียนวิชาคำนวณ และวิชาการพูดในที่สาธารณะเพื่อเตรียมตัวเป็นนักพูด

คริสต์ศตวรรษที่ 5 ชาวโรมันชื่อ “แคสซิโอโดรัส” (Cassiodorus) เป็นคนหนึ่งในกลุ่มที่เริ่มกล่าวถึง “ศิลปศาสตร์ 7 สาขา” (The Seven Liberal Arts) ต่อมามหาวิทยาลัยในยุโรปสมัยกลางได้พัฒนาให้เข้มแข็งมากขึ้น โดยเป็นวิทยาการที่ตรงข้ามกับศาสตร์ที่เน้นภาคปฏิบัติ ศิลปศาสตร์ 7 สาขาแบ่งเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกมี 3 วิชา เรียกว่า “ตริวิอุม” (Trivium) เป็นภาษาละตินแปลว่าทางสามแพร่ง อันได้แก่วิชา ไวยากรณ์ (ซึ่งรวมวิชาวรรณคดีและประวัติศาสตร์ไว้ด้วย) ตรรกศาสตร์ และวาทศาสตร์

ส่วนที่สอง มี 4 วิชา เรียกว่า “ควอดริวิอุม” (Quadrivium) เป็นภาษาละตินแปลว่าทางสี่แพร่ง อันได้แก่วิชา คณิตศาสตร์ เรขาคณิต ดนตรี และดาราศาสตร์  สถาบันการศึกษาหลายแห่งในยุคกลางสอนเพียง 3 วิชาในส่วนแรกโดยใช้ภาษาละตินเป็นสื่อ วิชาที่นิยมกันมากที่สุด คือ วิชาไวยากรณ์ซึ่งรวมวรรณคดีไว้ด้วย

ส่วนคำว่า “ฮิวแมนิตาส” และวิชาวาทศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในสมัยโรมัน เมื่อถึงสมัยกลาง (Middle Ages) ได้ลดบทบาทความสำคัญลง วิชาวาทศาสตร์กลายเป็นศาสตร์แห่งการเขียนบทสุนทรพจน์หรือศิลปะการประพันธ์หนังสือให้แก่ผู้มีอำนาจในวงการปกครอง และในช่วงต่อมาได้วิวัฒนาการกลายเป็นการศึกษากฎหมายโรมัน ส่วนวิชาตรรกศาสตร์ซึ่งอาริสโตเติล (Aristotle) พัฒนาขึ้นเป็นวิชานั้น ในราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 นักปราชญ์คริสเตียนสมัยกลางได้พัฒนาต่อมา ภายหลังได้นำไปศึกษารวมกับวิชาปรัชญา

การศึกษาศิลปศาสตร์ในส่วนที่สอง ซึ่งมี 4 วิชานั้นเริ่มขึ้นกลางคริสต์ศตวรรษที่ 6 วิชาเลขคณิตถือว่ามีประโยชน์ในการจัดระบบความคิดและอาจนำไปใช้ในการจัดเก็บหนังสือ วิชาเรขาคณิตมีประโยชน์ในการสร้างสรรค์จิตใจให้รักการสำรวจและมีระเบียบวินัย วิชาดาราศาสตร์มีประโยชน์ในการคำนวณวันสำคัญทางศาสนาและพยากรณ์อนาคต ส่วนวิชาดนตรีสอนโดยอิงหลักคณิตศาสตร์ เพื่อให้เห็นคุณสมบัติเชิงสัญลักษณ์ของดนตรี

ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ซึ่งเป็นยุคของมนุษยนิยมและวิชามนุษยศาสตร์นั้น วิชาที่ถือว่ามีความสำคัญในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาคือวรรณคดี อีกทั้งหลักสูตรในสมัยนี้เน้นการศึกษามนุษย์โดยองค์รวมเป็นเป้าหมาย สนใจเรื่องสุนทรียศาสตร์และตรรกศาสตร์ นักวิชาการหันไปสนใจวรรณคดีคลาสสิกของกรีกและโรมัน ซึ่งส่วนมากเป็นคำร้องประกอบดนตรี เรื่องราวมักเกี่ยวกับความรัก สงครามและวีรบุรุษ ด้วยเห็นว่าเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับมนุษยชาติ ดังนั้นคำว่ามนุษยศาสตร์ในความหมายเดิม จึงหมายถึงการศึกษาทางวรรณคดีกรีกและโรมันเท่านั้นต่อมาจึงได้ขยายความหมายและจำนวนวิชาให้กว้างขวางออกไปเป็นความรู้ต่างๆ อันเกี่ยวข้องกับมนุษย์และวัฒนธรรมในชาติต่างๆ ทั่วโลก วิชามนุษยศาสตร์จึงประกอบด้วยกลุ่มความรู้ย่อยๆ หลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิชาภาษา วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ดนตรี ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม การละคร นาฏศาสตร์ ฯลฯ และในแต่ละกลุ่มยังสามารถแบ่งแยกย่อยออกไปได้อีกจำนวนมาก

ส่วนยุคปัจจุบัน การศึกษาศิลปศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ในประเทศตะวันตกยังคงดำเนินรอยตามวิวัฒนาการดังกล่าวข้างต้นเป็นหลัก กล่าวคือ มีหลักสูตรการเรียนการสอนตามที่ได้วางไว้เป็นรากฐานตั้งแต่สมัยกลาง โดยยึดแนวคิดทางมนุษยนิยมในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาเป็นสำคัญ ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงศิลปศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ในมหาวิทยาลัยยุคปัจจุบัน จะหมายถึงการศึกษาวิชาในกลุ่มวรรณคดี ภาษา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานสำหรับวิชาการศึกษาทั่วไป และในปัจจุบันมิได้มีจุดมุ่งหมายจำกัดเพียงเรื่องที่เกี่ยวกับการพัฒนาคุณค่าของมนุษย์ หากแต่มีขอบเขตกว้างขวางครอบคลุมทุกสิ่งที่เป็นไปเพื่อพัฒนาชีวิต พัฒนามนุษย์ทั้งภายในและภายนอก สามารถนำความรู้ไปใช้สอยให้เกิดประโยชน์ การศึกษาด้านนี้จึงเปลี่ยนสิ่งที่ยึดถือมาแต่เดิมว่า เป็นการศึกษาสำหรับผู้ที่ไม่ต้องประกอบอาชีพ เป็นความรู้ที่ไม่ใช่เพื่อการทำงาน มาเป็นการศึกษาที่เป็นเครื่องมือหรือหนทางนำไปสู่การสามารถปรับให้เป็นประโยชน์แก่สิ่งอื่นต่อไป โดยเฉพาะให้สามารถเอื้อต่อการประกอบอาชีพการงานโดยตรงได้ด้วย

สังคมไทยรู้จักคำว่าศิลปศาสตร์มานานแล้ว แต่เมื่อพิจารณาประวัติความเป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะพบว่าความหมายและความเข้าใจเกี่ยวกับคำนี้ได้แปรเปลี่ยน และแสดงให้เห็นวิวัฒนาการการศึกษาในวิชาดังกล่าวได้เป็นลำดับดังนี้

สังคมไทยในอดีตรู้จักคำว่าศิลปศาสตร์ตามความหมายของวัฒนธรรมตะวันออก ทั้งนี้เพราะคำว่า “ศิลปศาสตร์” เป็นศัพท์ภาษาสันสกฤต ประกอบด้วยคำว่า “ศิลป” หมายถึงฝีมือทางการช่าง และ “ศาสตร” หมายถึงตำรา วิชา เมื่อรวมความหมายจะหมายถึงตำราหรือวิชาความรู้ 18 ประการที่กล่าวถึงแล้วนั้น ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 ให้ความหมายไว้ว่า “ตำราว่าด้วยความรู้ 18 ประการ เช่นตำราการคำนวณ ตำรายิงธนู เป็นต้น”

ความหมายของศิลปศาสตร์ตามการรับรู้ของคนไทยในอดีตที่ได้รับมาจากอินเดีย จะหมายถึงวิชาความรู้ของบุคคลชั้นสูง ดังเช่น โอรสของกษัตริย์ จำเป็นต้องศึกษาเล่าเรียน เพื่อใช้ปกครองบ้านเมืองในอนาคต ดังปรากฏหลักฐานในวรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา มักกล่าวว่าตัวละครโอรสกษัตริย์ต้องศึกษาวิชาศิลปศาสตร์ในหลายแขนงจนแตกฉาน

ศิลปศาสตร์ 18 ประการ มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาล ดังปรากฏในพุทธประวัติว่าเจ้าชายสิทธัตถะได้เล่าเรียนสำเร็จศิลปศาสตร์18 ประการก่อนเสด็จออกผนวช วิชาศิลปศาสตร์ทั้ง 18 ประการนี้ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์โบราณต่างๆ เช่น คัมภีร์ราชนีติและโลกนีติ วิชาความรู้เหล้านี้ได้แก่

1. สูติ วิชาว่าด้วยความรอบรู้ทั่วไป

2. สัมมุติ วิชาว่าด้วยความรู้กฎธรรมเนียม จารีต ประเพณีต่างๆ

3. สังขยา วิชาคำนวณ

4. โยคะ วิชาช่างยนต์

5. นีติ วิชานิติศาสตร์

6. วิเสสกา วิชาพยากรณ์

7. คันธัพพะ วิชานาฏศิลป์

8. คณิกา วิชาพลศึกษา

9. ธนุพเพธ วิชายิงธนู

10. ปูราณะ วิชาโบราณคดี

11. ติกิจฉา วิชาแพทยศาสตร์

12. อิติหาสะ วิชาตำนานพงศาวดารหรือประวัติศาสตร์

13. โชติ วิชาดาราศาสตร์

14. มายา วิชาพิชัยสงคราม

15. ฉันทติ วิชาการประพันธ์

16. เหตุ วิชาตรรกศาสตร์และวาทศาสตร์

17. มันตะ วิชามันตรศาสตร์

18. สัททะ วิชาสัทศาสตร์

 

ต่อมาภายหลังสังคมไทยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมและการศึกษาจากตะวันตกมากขึ้น คำว่าศิลปศาสตร์ที่มีความหมายเหมือนคำว่า “ลิเบอรัล อาร์ตส์” ในวัฒนธรรมตะวันตก จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก โดยใน พ.ศ.2494 พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงบัญญัติศัพท์เพื่อใช้แทน“ลิเบอรัล อาร์ตส์” ว่า “เสรีศิลป์” และทรงอธิบายความหมายไว้ว่า “ศิลปะที่สร้างสรรค์ความที่เป็นประโยชน์” หรือเป็นศิลปะในการช่างฝีมือ แต่สันนิษฐานกันว่าคำนี้อาจไม่มีผู้นิยมใช้ จึงทรงนำคำว่าศิลปศาสตร์ซึ่งมีแต่เดิมและคนไทยคุ้นเคยแล้วมาใช้แทน

แสดงให้เห็นว่า “ลิเบอรัล อาร์ตส์” เริ่มต้นเป็นที่รู้จักในสังคมไทยใน พ.ศ.2494 เป็นอย่างช้า หลังจากการบัญญัติศัพท์ที่กล่าวถึง และหากพิจารณาการนิยามศัพท์คำว่าศิลปศาสตร์ในพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานในสมัยต่อมา จะพบว่าได้แสดงความหมายของ “ลิเบอรัล อาร์ตส์” ไว้ร่วมกับศิลปศาสตร์ 18 ประการด้วย ทำให้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ศิลปศาสตร์ในความหมายแบบตะวันตกได้กลายมาเป็นความหมายหลักและเป็นความหมายที่ใช้ในปัจจุบัน อีกทั้งให้รายละเอียดของคำนี้มากขึ้น ส่วนความหมายตามแบบวัฒนธรรมตะวันออกนั้น กลายเป็นความหมายรองและถูกระบุไว้ว่าเป็นความหมายเก่าเท่านั้น

“ฮิวแมนิตีส์” (Humanities) และ “ลิเบอรัล อาร์ตส์” (Liberal Arts) ตามวัฒนธรรมตะวันตก คงจะเริ่มปรากฏในสังคมไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชดำริจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดข้าราชการพลเรือน โดยให้มีชื่อว่า “โรงเรียนมหาดเล็ก” ล่วงมาจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริจะให้การดำเนินงานของโรงเรียนดังกล่าวมีระบบและเหมาะสมกับกาลสมัยยิ่งขึ้น จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นเป็น “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการดำเนินงานเพื่อจัดตั้งมหาวิทยาลัยของประเทศไทย

 

ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้แม้จะมีแนวความคิดจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาให้เหมือนต่างประเทศ แต่ก็มีลักษณะเป็นสถาบันวิชาชีพชั้นสูง (Professional Schools) ใน 4 สาขา คือ ด้านการปกครอง การแพทย์ การฝึกหัดครู และกฎหมาย เพื่อเตรียมกำลังคนให้มีความรู้ความสามารถสำหรับเข้ารับราชการ แต่การสอนในลักษณะคณะวิชาอย่างที่เรียกว่า “คอลเลจ ออฟ อาร์ตส์ แอนด์ ซายเอินซิส” (College of Arts and Sciences) ยังไม่ปรากฏชัดเจน ภายหลังจากยกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือนเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว จึงเริ่มมีคณะวิชาในลักษณะดังกล่าวและใช้ชื่อว่า “คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์”

 

ศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และอักษรศาสตร์  ในสถาบันอุดมศึกษาของไทย

คณะวิชาในสาขาศิลปศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้มหาวิทยาลัยมีความเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่สมบูรณ์ตามหลักสากล ในยุคแรกเริ่มใช้ชื่อว่า “คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์” ดังปรากฏใช้ครั้งแรกในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคำว่า “อักษรศาสตร์” นั้นแปลมาจากคำว่า “อาร์ตส์” (Arts) ในภาษาอังกฤษ หลังจากนั้นได้ใช้เป็นชื่อคณะวิชาของมหาวิทยาลัยอื่นๆ ตามลำดับ เช่น มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นต้น การดำเนินงานของคณะวิชาดังกล่าวในยุคแรกเริ่มทำหน้าที่สอนวิชาพื้นฐานและวิชาภาษาเพื่อสนับสนุนการศึกษาในหลักสูตรอื่นๆ ภายหลังจึงได้ขยายการดำเนินงานโดยแยกคณะวิทยาศาสตร์ออกจากคณะอักษรศาสตร์ และได้พัฒนาหลักสูตรผลิตบัณฑิตในสาขาต่างๆ ของคณะอักษรศาสตร์โดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตามชื่อคณะวิชาดังกล่าว ในปัจจุบันคงเหลือมหาวิทยาลัยเพียงสองแห่งที่ใช้ชื่อว่าคณะอักษรศาสตร์ คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยศิลปากร ส่วนมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่เคยใช้คำว่าอักษรศาสตร์นั้น เมื่อปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็นคณะมนุษยศาสตร์ โดยสถาบันการศึกษาแห่งแรกที่ใช้ชื่อว่าคณะมนุษยศาสตร์ คือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนมาใช้ชื่อคณะมนุษยศาสตร์นั้น เป็นเพราะในพ.ศ. 2479 เกิดพระราชบัญญัติวิทยาลัยวิชาการศึกษา ซึ่งกำหนดให้วิทยาลัยวิชาการศึกษาใช้ชื่อว่าคณะวิชา “มนุษยธรรมศึกษา” ซึ่งแปลมาจาก “ฮิวแมนนิตีส์” (Humanities) เช่น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เป็นต้น แต่มหาวิทยาลัยบางแห่งที่ไม่ได้เป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา ก็ได้พิจารณาเลือกใช้คำตามพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย ดังเช่นมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ภายหลังมีมติเลือกใช้คำว่า “มนุษยศาสตร์” แทนมนุษยธรรมศึกษา

เมื่อคำว่าศิลปศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ ได้ขยายขอบเขตกว้างขวางมากขึ้น จึงเริ่มมีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนในด้านเนื้อหาสาระและวิธีการออกจากวิทยาศาสตร์กายภาพ ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงวิชาศิลปศาสตร์หรือมนุษยศาสตร์ในปัจจุบัน จะหมายถึงการศึกษาวิชาภาษา วรรณคดี  ปรัชญา และมักจะรวมประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ และดนตรีไว้ด้วย

สรุปได้ว่า “ศิลปศาสตร์” แม้จะเป็นคำที่มีใช้ในสังคมไทยมานานแล้ว แต่ถ้ากล่าวถึงความหมายในการอุดมศึกษา จะหมายถึง Liberal Arts ที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตกตั้งแต่สมัยกรีกโบราณเรื่อยมา และเป็นคณะวิชาที่สำคัญอีกคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชนเกือบทุกแห่งในปัจจุบัน

ผู้เขียน:  พงษ์ภิญโญ  แม้นโกศล

----------------------------

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2553). การวิจัยเรื่องรูปแบบและแนวทางการจัดการศึกษาศิลปศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษาไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2553). รายงานการวิจัยเรื่องการจัดการศึกษาด้านศิลปวิทยาศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

กิติมา  ปรีดีดิลก. (2523). ปรัชญาการศึกษา. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

เจตนา  นาควัชระ. (2532). เพื่อความอยู่รอดของมนุษยศาสตร์: รวมบทความทางวิชาการ (2525-2532). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

เจตนา  นาควัชระ. (2538). วิกฤตการณ์ของมนุษยศาสตร์.  กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

ธีระ  นุชเปี่ยม, และ วีรวัลย์  งามสันติกุล. (2550). อดีตและปัจจุบันของสถาบันอุดมศึกษาไทย: ภาพรวมสถาบันอุดมศึกษาประเภทต่างๆ. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยนโยบายและแผนอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.

นิธิ  เอียวศรีวงศ์. (2552, 3 เมษายน). ศิลปศาสตร์ที่ไม่เสรี. มติชนรายสัปดาห์, น. 26

เพลโต. (2523).   อุตมรัฐ. [Utopia] (ปรีชา ช้างขวัญยืน, ผู้แปล). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ศักดิ์ศรี  แย้มนัดดา. (2532). มนุษยศาสตร์. ใน สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม 22  (น.14076-14079). กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน

ฮาร์มอน, เอ็ม จัดด์. (2522). ความคิดทางการเมืองจากเปลโต้ถึงปัจจุบัน [Political Thought: From Plato to the Present].(เสน่ห์  จามริก, ผู้แปล). กรุงเทพ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Baker, R. F., Baker, C. F. (1997). Ancient Greeks. New York Oxford University Press.

Currew, R. (2007). Liberal education and the relationship between education and work. In Philosophy of education: An anthology. Australia: Blackwell Publishing Ltd.

Humanities. (1969). In The New Standard Encyclopedia Vol.6 (pp. 284). Chicago: Standard Educational.

Humanities. (1994). In The New Encyclopedia Britannica Vol 6 (pp. 138) (15th. Ed.). USA: Encyclopedia Britannica Inc..

Humanities. (2001). In The Encyclopedia Americana International EditionVol.14 (p. 555). USA: Grolier Incorporated.

Liberal Arts. (1994). In The New Encyclopedia Britannica Vol 7 (pp. 328) (15th. Ed.). USA: Encyclopedia Britannica Inc..

Roberts, J. T., & Barrett, T. (2004)The Ancient Greek World. New York: Oxford University Press.